แนะคุยให้ตกผลึกใช้ตัวชี้วัดใดแจงประชาชนว่า ‘ประเทศกำลังวิกฤต’

10 ม.ค. 2567 - 11:31

  • ‘ศิริกัญญา’ แนะรัฐบาลคุยให้ตกผลึก ใช้ตัวชี้วัดใดแจงประชาชนว่าประเทศกำลังวิกฤต

  • ยัน ‘ก้าวไกล’ ไม่คิดยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความปมร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้าน

  • บอกน่าเสียดาย ‘กฤษฎีกา’ ไม่ชี้ชัดฟันธง

advises_govt_talk_clearly_what_indicators_will_be_used_inform_people_SPACEBAR_Hero_48d599add9.jpg

การเดินหน้าของรัฐบาลในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ยังถูกจับตาจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคก้าวไกล อย่างต่อเนื่อง หลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำความเห็นกลับมายังรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย โดยศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะเป็นจุดพลิกผันของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งจะได้มีการพูดคุยกันใน คณะกรรมาธิการงบประมาณฯ โดยในวันนี้ (10 ม.ค.) จะมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาร่วมชี้แจงต่อคณะกรรมาธิกา

วันนี้ จะได้รู้กันว่าวิกฤตเศรษฐกิจหน้าตาควรต้องเป็นแบบใด สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ตามที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้กล่าวไว้ เพราะดิฉันมองว่า หากหน่วยงานต่างๆยังชี้แจงไม่ตรงกัน สุดท้ายแล้วโอกาสที่จะออกร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ก็จะริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ ส่วนคำนิยามของวิกฤตเศรษฐกิจควรจะมีตัวชี้วัดอย่างไรเพื่อให้เป็นที่ยอมรับตรงกัน ควรต้องอิงกับหลักสากล ตามหน้าตาของวิกฤตเศรษฐกิจที่ทั่วโลกนิยามใช้ตัวชี้วัดอะไรบ้าง และของประเทศไทยเป็นไปตามตัวชี้วัดเหล่านั้นหรือไม่ เพื่อจะได้ข้อสรุปที่เป็นจริงและเป็นวิทยาศาสตร์ว่าเป็นวิกฤตจริงหรือไม่

พร้อมมองว่า หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ควรจะต้องพูดคุยให้ตกผลึกว่า จะใช้ตัวชี้วัดใด เพื่อจะชี้แจงกับประชาชนว่าประเทศกำลังวิกฤต

แต่ดิฉันคิดว่า คงไม่ได้เป็นไปตามนิยามที่เป็นสากลตามปกติสักเท่าไหร่ สำหรับกรณีของประเทศไทย เราก็คงต้องดูว่ารัฐบาลจะใช้วิธีการใดที่คิดค้นขึ้นมาว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในวิกฤต

ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าในส่วนของพรรคก้าวไกล ไม่มีความคิดจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.กู้เงินดังกล่าว เพราะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลให้เป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง จะสามารถพิจารณาได้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอยู่แล้ว

น่าเสียดายที่กฤษฎีกาไม่ได้ตีความตรงๆ ว่าสรุปแล้วทำได้หรือไม่ ควรทำหรือไม่ แต่กลับบอกเพียงแค่ว่า ถ้าถูกกฎหมายก็ทำได้ ถ้าไม่ถูกกฎหมายก็ทำไม่ได้ ก็เสียโอกาสที่อุตส่าห์รอคอยมา 1 เดือน แต่คำตอบกลับไม่ชี้ชัดฟันธง

ส่วนกรณีที่รัฐบาลอ้างว่าประเทศกำลังอยู่ในวิกฤต แต่กลับออกเป็น พ.ร.บ.แทนที่จะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ศิริกัญญา มองว่า ในทางกฎหมายสามารถทำได้ทั้งทาง พ.ร.บ.และ พ.ร.ก. แต่เมื่อคำนึงว่า ปัญหาที่เป็นวิกฤต ควรต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน รัฐบาลกลับเลือกทางที่ไม่ได้เร่งด่วนขนาดนั้นคือ พ.ร.บ.ที่เว้นระยะเวลา และยังต้องรอผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

ถ้าเป็นวิกฤตเร่งด่วนจริง อาจไม่ทันการณ์ก็ได้ หากเกิดข้อติดขัด เช่น หากวุฒิสภาไม่เห็นด้วย แล้วตีกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎร กรอบเวลาในการแก้ปัญหาที่วางไว้ก็อาจเป็นไปไม่ได้ มองว่ามีความย้อนแย้งกันอยู่ แต่ก็ต้องเริ่มตั้งแต่การนิยามว่าเป็นวิกฤตหรือไม่แล้ว เพราะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เปิดตัวตั้งแต่เดือน เม.ย. 66 และเราก็ยังรอกันมา 1 ปี จึงไม่รู้ว่าวิกฤตนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนไหนกันแน่

ส่วนกรณีที่นายกฯ เชิญผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ผู้ว่าฯ ธปท. (ผู้ว่าแบงก์ชาติ) เข้ามาพูดคุยที่ทำเนียบรัฐบาล ศิริกัญญา ให้ความเห็นว่า ต้องยืนยันในหลักการของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ที่ทุกประเทศจำเป็นจะต้องเดินตามหลักการนี้ เพราะไม่ได้กระทบเพียงแค่นโยบายทางการเงิน แต่รวมถึงเครดิตเรตติ้ง ซึ่งมีผลการศึกษาชี้ว่า ถ้ามีการแทรกแซงจากฝ่ายบริหารไปที่ธนาคารกลาง ก็มีโอกาสที่เครดิตเรตติ้งจะปรับลด เพราะจะคาดการณ์ว่ามีการแทรกแซงเพื่อให้ลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นวิวาทะที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก จึงต้องขอให้นายกรัฐมนตรีทำเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวัง เพราะตามปกติจะไม่มีการแทรกแซงระหว่างฝ่ายบริหารและธนาคารกลาง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์