ข่าวคราวของทหารชั้น “ประทวน-สัญญาบัตร” ถูกลงโทษให้ “ธำรงวินัย” มีให้เห็นอยู่ตลอด กลายเป็นคำที่เห็นได้บ่อยบนหน้าสื่อ ย้อนที่มาของการ “ธำรงวินัย” เป็นศัพท์การฝึก “นักเรียนใหม่” ของ “นายทหารปกครง” กับ “นักเรียนเตรียมทหาร” (นตท.) ที่เป็นรุ่นน้อง เช่น การปรับปรุงร่างกาย การออกกำลังกาย หรือที่เรียกกันว่า “การลงโทษ” แต่ห้ามถูกเนื้อต้องตัวตามระเบียบทหาร ส่วนศัพท์อีก 2 คำ ได้แก่ คำว่า “ซ่อม” ก็คือการ “ลงโทษ” โดยมีทั้ง “ซ่อมหมู่ – ซ่อมเดียว” ที่ไม่ใช่การ “ซ้อม” เพราะห้ามถูกเนื้อต้องตัว ซึ่งในสังคมทหารและตำรวจ นิยมใช้คำว่า “โดนแดก” เวลาพูดคุยกัน
ทั้งนี้หากดู คู่มือ นตท. ได้ระบุ “ท่าลงโทษ” ในการธำรงวินัยในความผิดสถานเบา ได้แก่ การยึดพื้น ไม่เกิน 50 ครั้ง งอเข่าครึ่งนั่ง ไม่เกิน 50 ครั้ง พุ่งหลัง ไม่เกิน 50 ครั้ง วิ่งระยะกลาง ไม่เกิน 1,500 เมตร โดยห้ามถูกเนื้อต้องตัว
ระบบดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้ใน “กองทัพ” เริ่มต้นที่กองทัพบก ในยุค “บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผบ.ทบ. นำร่องตั้ง “ศูนย์ธำรงวินัย” ขึ้นมา ควบคู่การนำต้นแบบมาจากทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ทม.รอ.) แต่ได้ปรับหลักสูตรขึ้นใหม่ เพื่อบังคับใช้กับ “กำลังพล” ทั่วไป พร้อมตั้งศูนย์ธำรงวินัยตามพื้นที่ “มณฑลทหารบก” ทั่วประเทศ รวมทั้งมี “ศูนย์ธำรงวินัยกลาง” ขึ้นมา ในแต่ละพื้นที่กองทัพภาค จากนั้นได้ขยายไปยัง “เหล่าทัพ” อื่นๆ โดยวัตถุประสงค์หลักของการ “ธำรงวินัย” คือการให้ “จำ” ไม่ให้กระทำผิดซ้ำ รวมทั้งเพื่อ “รับผิดชอบร่วมกัน” เพราะผู้บังคับบัญชา 2 ระดับชั้น จะต้องรับโทษ “ธำรงวินัย” รวมทั้งต้อง “โกนหัว” ก่อนเข้าฝึกด้วย
ทั้งนี้หากดู คู่มือ นตท. ได้ระบุ “ท่าลงโทษ” ในการธำรงวินัยในความผิดสถานเบา ได้แก่ การยึดพื้น ไม่เกิน 50 ครั้ง งอเข่าครึ่งนั่ง ไม่เกิน 50 ครั้ง พุ่งหลัง ไม่เกิน 50 ครั้ง วิ่งระยะกลาง ไม่เกิน 1,500 เมตร โดยห้ามถูกเนื้อต้องตัว
ระบบดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้ใน “กองทัพ” เริ่มต้นที่กองทัพบก ในยุค “บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผบ.ทบ. นำร่องตั้ง “ศูนย์ธำรงวินัย” ขึ้นมา ควบคู่การนำต้นแบบมาจากทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ทม.รอ.) แต่ได้ปรับหลักสูตรขึ้นใหม่ เพื่อบังคับใช้กับ “กำลังพล” ทั่วไป พร้อมตั้งศูนย์ธำรงวินัยตามพื้นที่ “มณฑลทหารบก” ทั่วประเทศ รวมทั้งมี “ศูนย์ธำรงวินัยกลาง” ขึ้นมา ในแต่ละพื้นที่กองทัพภาค จากนั้นได้ขยายไปยัง “เหล่าทัพ” อื่นๆ โดยวัตถุประสงค์หลักของการ “ธำรงวินัย” คือการให้ “จำ” ไม่ให้กระทำผิดซ้ำ รวมทั้งเพื่อ “รับผิดชอบร่วมกัน” เพราะผู้บังคับบัญชา 2 ระดับชั้น จะต้องรับโทษ “ธำรงวินัย” รวมทั้งต้อง “โกนหัว” ก่อนเข้าฝึกด้วย

สำหรับการ “ธำรงวินัย” จะเป็นการฝึกท่ามือเปล่า การฝึกท่าอาวุธ การฝึกเรียกแถว การฝึกออกกำลัง การแบกเป้ทหารพร้อมเครื่องสนาม เป็นต้น หากดูจากบทลงโทษจะพบว่าส่วนใหญ่เน้นไปในทาง “ออกกำลัง” เป็นหลัก เพราะไม่สามารถถูกเนื้อต้องตัวได้ ในส่วนของ ทบ. ระหว่างการถูกธำรงวินัยจะต้องสวมหมวกสีแดง เมื่อใครพบเห็นก็จะทราบว่ากำลังถูกธำรงวินัยนั่นเอง
ทั้งนี้ในระดับ “ผบ.เหล่าทัพ” ที่เคยถูกธำรงวินัยมีด้วยกัน 2 คน ได้แก่ “บิ๊กนัต”พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ อดีต ผบ.ทอ. ที่ทำการ “ธำรงวินัยตัวเอง” หลังปฏิบัติงานผิดพลาด และล่าสุดคือ “บิ๊กเฒ่า”พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ผบ.ทร. จากกรณี “นาวาเอก” แสดงพฤติกรรมเมากร่าง พูดจาไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตามการ “ธำรงวินัย” เป็นการลงโทษแยกออกมา แต่ยังคงต้องรับโทษ “วินัยทหาร” เช่นเดิม ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476 แบ่งเป็น 5 สถาน ตามความผิด ได้แก่
ภาคทัณฑ์ คือ ผู้กระทำผิดมีความผิดอันควรต้องรับทัณฑ์สถานหนึ่งสถานใดใน 5 สถาน แต่มีเหตุอันควรปราณี จึงเป็นแต่แสดงความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏ หรือให้ทำทัณฑ์บนไว้
ทัณฑกรรม คือ ให้กระทำการสุขา การโยธา ฯลฯ เพิ่มจากหน้าที่ประจำซึ่งตนจะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว หรือปรับให้อยู่เวรยามนอกจากหน้าที่ประจำ
กัก คือ กักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งตามแต่จะกำหนดให้
ขัง คือ ขังในที่ควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือรวมกันหลายคนแล้วแต่คำสั่ง
จำขัง คือ ขังโดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรือนจำทหาร
ตามฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476 หมวด 2 มาตรา 5 ได้ระบุถึงกฎ 9 ข้อของทหาร ที่ถือว่า มีความผิดวินัยทหาร ประกอบด้วย
1. ดื้อขัดขืนหลีกเลี่ยงหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน
2. ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย
3. ไม่รักษามารยาทตามแบบธรรมเนียมของทหาร
4. สร้างความแตกสามัคคีในหมู่คณะทหาร
5. เกียจคร้าน ละทิ้งหรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ
6. กล่าวคำเท็จ
7. ใช้กิริยาวาจาไม่สมควรหรือประพฤติไม่สมควร
8. ไม่ตักเตือนสั่งสอนหรือลงทัณฑ์ผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดตามโทษานุโทษ
9. เสพเครื่องดองของเมาจนถึงเสียกิริยา
ภาคทัณฑ์ คือ ผู้กระทำผิดมีความผิดอันควรต้องรับทัณฑ์สถานหนึ่งสถานใดใน 5 สถาน แต่มีเหตุอันควรปราณี จึงเป็นแต่แสดงความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏ หรือให้ทำทัณฑ์บนไว้
ทัณฑกรรม คือ ให้กระทำการสุขา การโยธา ฯลฯ เพิ่มจากหน้าที่ประจำซึ่งตนจะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว หรือปรับให้อยู่เวรยามนอกจากหน้าที่ประจำ
กัก คือ กักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งตามแต่จะกำหนดให้
ขัง คือ ขังในที่ควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือรวมกันหลายคนแล้วแต่คำสั่ง
จำขัง คือ ขังโดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรือนจำทหาร
ตามฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476 หมวด 2 มาตรา 5 ได้ระบุถึงกฎ 9 ข้อของทหาร ที่ถือว่า มีความผิดวินัยทหาร ประกอบด้วย
1. ดื้อขัดขืนหลีกเลี่ยงหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน
2. ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย
3. ไม่รักษามารยาทตามแบบธรรมเนียมของทหาร
4. สร้างความแตกสามัคคีในหมู่คณะทหาร
5. เกียจคร้าน ละทิ้งหรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ
6. กล่าวคำเท็จ
7. ใช้กิริยาวาจาไม่สมควรหรือประพฤติไม่สมควร
8. ไม่ตักเตือนสั่งสอนหรือลงทัณฑ์ผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดตามโทษานุโทษ
9. เสพเครื่องดองของเมาจนถึงเสียกิริยา

ทั้งหมดนี้สะท้อน “วัฒนธรรมทางทหาร” ของไทย ในการจัดแถวทหารไม่ให้นอกลู่นอกทาง แต่สุดท้ายยังคงพบ “ทหารแตกแถว” ให้เห็น อีกปัญหาที่พบคือการช่วยเหลือ “พวกพ้อง” อันนำมาสู่การลงโทษแบบ “ลูบหน้าปะจมูก” ทำให้การบังคับใช้ “กฎ-ระเบียบ” ไม่มีความเข้มงวด ทำให้เกิดการกระทำผิดซ้ำตามมา ดังนั้นโมเดลการ “ธำรงวินัย” จึงถูกนำมาใช้ในกองทัพ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้
แต่ปัญหา “กำลังพล” ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทำผิดกฎระเบียบยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ยิ่งตอกย้ำปัญหาการใช้ “อำนาจนิยม” ภายในกองทัพทั้งระบบ ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลง “วัฒนธรรม” ภายในกองทัพ ไม่ให้มีการ “กดขี่-รังแก” เกิดขึ้น เพื่อสร้าง “กองทัพ” ที่เป็นสากล ผ่านชุดความคิด “ความเท่าเทียมกัน” แม้จะปกครองผ่าน “ชั้นยศ” ก็ตาม เพราะการ “กดขี่” จะนำมาสู่การ “ปลดปล่อย-ใช้อำนาจ” กับผู้ใต้บังคับบัญชาและกับสังคมภายนอกกองทัพ ซึ่งที่ผ่านมาสังคมและกองทัพก็มีบทเรียนกันมาแล้ว
แต่ปัญหา “กำลังพล” ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทำผิดกฎระเบียบยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ยิ่งตอกย้ำปัญหาการใช้ “อำนาจนิยม” ภายในกองทัพทั้งระบบ ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลง “วัฒนธรรม” ภายในกองทัพ ไม่ให้มีการ “กดขี่-รังแก” เกิดขึ้น เพื่อสร้าง “กองทัพ” ที่เป็นสากล ผ่านชุดความคิด “ความเท่าเทียมกัน” แม้จะปกครองผ่าน “ชั้นยศ” ก็ตาม เพราะการ “กดขี่” จะนำมาสู่การ “ปลดปล่อย-ใช้อำนาจ” กับผู้ใต้บังคับบัญชาและกับสังคมภายนอกกองทัพ ซึ่งที่ผ่านมาสังคมและกองทัพก็มีบทเรียนกันมาแล้ว




