นิกร จำนง โฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือกับกลุ่มนักศึกษา เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เราตั้งใจหารือกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญนานกว่าคนรุ่นตน
โดยในวันนี้ได้เชิญหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มราษฎร 63 ที่เคยมีการชุมนุมและให้ความเห็นในเรื่องการทำประชามติ โดยเราได้ส่งคำถามที่จะใช้ถามต่อสมาชิกรัฐสภาให้กับกลุ่มนักศึกษาที่เข้ามาพูดคุยในวันนี้ เพื่อดูว่ามีความเห็นอย่างไร และทดสอบคำถามไปในตัวด้วย

เมื่อได้มติจากคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ก็จะนำคำถามเหล่านี้ไปสอบถามต่อสมาชิกรัฐสภาทั้ง 750 คน เมื่อมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยจะขออนุญาตอนุญาตนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการเสนอเรื่องนี้เข้าไปในที่ประชุม สส.และ สว. ซึ่งคาดว่าจะเข้าที่ประชุม สส.ในวันที่ 13-14 ธันวาคม และเข้าที่ประชุม สว.ในวันที่ 18-19 ธันวาคม จากนั้น จึงจะมีการประชุมในวันที่ 22 ธันวาคม พร้อมกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติฯ เพื่อให้ได้ข้อสรุป
นิกร เผยด้วยว่า จากที่ได้หารือกับ วุฒิสาร ตันไชย ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติฯ ที่ได้มีการเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาหารือ ซึ่งทาง กกต.ได้มีการสอบถามค่าใช้จ่ายในการทำประชามติ ที่ประชุมจึงเสนอจํานวน 3,250 ล้านบาท และอาจต้องใช้แอปพลิเคชัน เนื่องจากเราไม่มีเครื่องมือ และอาจต้องใช้งบฯ สูงถึง 10,000 ล้านบาท
ส่วนที่มีข้อเสนอให้การจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งอื่น เมื่อดูรายละเอียดพบว่า มีข้อกฎหมาย 3 ฉบับซ้อนกัน ดังนั้น หากมีการสอบถามความเห็นการทำประชามติในขั้นตอนแรกก็คงไม่ทัน เพราะต้องรอไปถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2567 แต่อาจทําซ้อนได้ในการทําประชามติครั้งที่ 2

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลอย่างยิ่งในเรื่องกฎหมายที่ใช้ทำประชามติ ที่กำหนดให้มีเสียงข้างมาก 2 ชั้น เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ประชาชนใช้สิทธิ์เกินกึ่งหนึ่งของทั้งหมด เท่ากับ 20 กว่าล้านคน ทำให้มีข้อกังวลว่า เมื่อไม่ใช่การเลือกตั้ง สส. จะทำให้การออกมาของประชาชนเป็นเรื่องยาก การที่ประชาชนจะออกมาเกินกึ่งหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย มีโอกาสจะเดี้ยง เพราะในกึ่งหนึ่งนั้น จะต้องมีส่วนเห็นชอบอีกกึ่งหนึ่ง
นิกร ระบุว่า การทำประชามติครั้งแรกอาจได้รับความสนใจ แต่ในรอบ 2 ประชาชนจะเข้าใจในมาตรา 256 เรื่องการตั้ง ส.ส.ร.หรือไม่ อาจเป็นตัวเร่งให้ทำซ้อนพร้อมกับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แต่อาจจะตกม้าตาย เพราะประชาชนออกมาไม่ครบ จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า หากกฎหมายทําประชามติมีปัญหาก็ต้องแก้ เป็นเรื่องที่สภาฯ ต้องไปคุยกัน แต่คณะอนุฯ ของเราไม่รอ จะทำตามกฏหมายที่มีอยู่

ส่วนการแก้ไขกฎหมายประชามติ ต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ นิกร บอกว่า ไม่นาน น่าจะทันการ เพราะถ้าแก้กฎหมายทําประชามติแล้ว ก็น่าจะเริ่มขั้นตอนถามความคิดเห็นจากประชาชน เรื่องการทําประชามติในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี 2567 แก้ให้คลี่คลายจะได้ใช้ประโยชน์ แต่ส่วนตัวมองว่าจะทำไม่ได้ เพราะประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ไม่ครบ ทั้งนี้ หากมีการถามเรื่องประชามติในช่วงเดือนเมษายน ปี 2567 ก็น่าจะใช้เวลาประมาน 90-120 วัน ก่อนจะมีการทำประชามติต่อไป




