ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนเฝ้ารอคำตอบจากคณะกรรมการชุดใหญ่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ นั่งหัวโต๊ะ โดยรอฟัง 2 คำตอบใหญ่ คือ จะทำประชามติกี่ครั้ง และต้องแก้ไขกฎหมายประชามติก่อนหรือไม่
คำตอบที่ได้คือ “ต้องไปหาคำตอบมา” โดยเรื่องแก้กฎหมายประชามติ ยังมอบหมายให้อนุกรรมการไปศึกษาพร้อมกับเรื่องอื่นๆ ต่อ แต่ที่เป็นประเด็นเพิ่มเติมงอกขึ้นใหม่ คือ ให้ไปถามศาลรัฐธรรมนูญว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง ทั้งให้ไปดูด้วยว่าองค์กรใดที่จะมีอำนาจในการยื่นเรื่องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
“อยากให้สภาฯ เสนอตีความตรงนี้ โดยปรึกษาประธานสภาฯให้ใช้เป็นเงื่อนไข ซึ่งเราจะเสนอผ่านพรรคการเมืองที่อยู่ในที่ประชุมของเราไปปรึกษาหารือกัน และหากกระบวนการนี้จะเกิดขึ้น สภาฯ จะเป็นผู้เสนอหากเห็นว่ามันขัดแย้งกันและเห็นว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ ศาลก็มีอำนาจตีความให้เกิดความชัดเจน ซึ่งทุกประเด็นในวันนี้จะประมวลและมีความชัดเจนให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ว่าจะไปถึงระดับไหน”
‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ ให้สัมภาษณ์สื่อไว้ในวันก่อน พร้อมจะทำหนังสือไปยัง กกต.เพื่อสอบถามความเห็นเรื่องการทำประชามติด้วย เพราะก่อนหน้านี้ที่คุยกับเลขาธิการ กกต.ยังไม่ได้ข้อสรุปในทางกฎหมาย
จึงกลายเป็นประเด็นที่ซ้อนขึ้นมาอีก จากเดิมที่แค่ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาแนวทางการจัดทำประชามติ และแตกประเด็นเพิ่มไปสู่การแก้ไขกฎหมายประชามติ เพื่อทบทวนหลักเกณฑ์การออกเสียงประชามติที่ให้ใช้เสียงข้างมากสองชั้น
ล่าสุดให้ไปถามศาลรัฐธรรมนูญอีกรอบว่าต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่!!
“ประเด็นสำคัญคืออยู่ที่ว่าถ้าจะทำรัฐธรรมนูญต้องถามองค์ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยก่อน ซึ่งนำมาสู่จะต้องทำประชามติ 2-3 ครั้ง ถือเป็นประเด็นสำคัญ”
‘ภูมิธรรม’ ให้เหตุผลไว้ว่าทำไมต้องกลับไปถามศาลรัฐธรรมนูญอีก เพื่อจะได้เกิดความชัดเจนในการทำประชามติ รวมถึงจะพ่วงเรื่องอื่นเข้าไปด้วยว่า สามารถทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งอื่นได้หรือไม่ และทำประชามติผ่านเทคโนโลยีได้หรือไม่
ทั้ง 3 ประเด็น ที่เพิ่มเติมเข้ามาทั้งการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา การเสนอแก้กฎหมายประชามติ และการยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจำนวนครั้งของการทำประชามติ จึงเสมอเป็น ‘ด่านลอย’ ที่ถูกสร้างขึ้นก่อนนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทั้งหลายทั้งปวง เพราะเดิมต่างเข้าใจไปในทางเดียวกันว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ทั้งในขณะที่เป็นพันธมิตรในซีกฝ่ายค้านร่วมกัน และต่อมาได้ทำ MOU จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งร่วมกัน ต่างให้คำมั่นมาตลอด ว่าจะทำทันทีในวาระแรกของการเป็นรัฐบาล
แต่หลังสถานการณ์พลิก เกิดการสลับขั้ว ผลักไสไล่ส่งให้พรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย มาจูบปากตั้งรัฐบาลผสมข้ามสายพันธุ์กับพรรค 2 ลุง แม้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะยังอยู่ในวาระเร่งด่วนและทำทันทีในการประชุม ครม.นัดแรก
ทว่ากลับมีเงื่อนไขต่างๆ ตามมามากมาย เริ่มจากการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา ทั้งๆ ที่พรรคก้าวไกลมองว่า เลยเวลาที่จะศึกษาและเป็นเวลาสำหรับการลงมือทำแล้ว จนทำให้พรรคก้าวไกลตัดสินใจไม่เข้าร่วมสังฆกรรมเป็นกรรมการชุด 35 อรหันต์ด้วย
‘ด่านลอย’ ทั้งสามด่านจะเป็นปัญหากระทบไทม์ไลน์ที่วางไว้ ว่าจะสรุปข้อเสนอให้ ครม.ในต้นปีหน้าหรือไม่ ‘ภูมิธรรม’ ให้คำมั่นว่า คณะกรรมการฯ มุ่งมั่นตามไทม์ไลน์เดิมที่ประกาศไว้ และพยายามทำให้ถึงเงื่อนไขตรงนั้นให้ได้ แต่ถ้าถึงจุดสุดท้ายแล้วถ้ามีปัญหาอะไรก็จะชี้แจงให้ทราบ
“ถ้าเป็นเรื่องที่จำเป็น และเป็นข้อจำกัดที่ฟังได้ คิดว่าประชาชนก็เข้าใจ ส่วนที่มีการมองว่ารัฐบาลจะดึงเรื่องให้เกิดความล่าช้า ขอยืนยันว่าการดำเนินการเรื่องนี้รัฐบาลตั้งใจทำให้สำเร็จ เพราะเป็นประโยชน์กับประชาชนทุกส่วน”
‘ภูมิธรรม’ ย้ำแกมแบ่งรับแบ่งสู้ไปในตัว ยืนยันความตั้งใจของรัฐบาล แต่ถ้ามีข้อจำกัดที่ฟังได้ก็หวังว่าประชาชนจะเข้าใจ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและเห็นต่าง จึงต้องนำไปสู่การทำประชามติสอบถามประชาชนในฐานะผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
แต่การกำหนดประเด็นซ้ำซ้อน ตั้งด่านลอยถึงสามด่าน มันทำให้คำว่า **ยื้อ**\-ดึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ล่าช้า ที่มีผู้ตั้งปุจฉาไว้ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว




