เปิดแนวรบอำนาจเจริญ! ‘สมพาน-แดง’ แจ้งความ ‘ยิ่งชีพ iLaw’

31 ก.ค. 2569 - 13:21

  • สมรภูมิทิ้งบอมบ์ “ฮั้ว สว.” ขยายวงกว้างเมื่อ 2 สว.อำนาจเจริญเปิดศึกโต้กลับ

  • ‘สมพาน-แดง’ แจ้งความหมิ่นประมาท ‘ยิ่งชีพ iLaw’ ปมคุณสมบัติสมัคร สว.กลุ่ม 10

  • อีกด้านแม้ กกต.ยืนยันคุณสมบัติครบ แต่ ‘อดีต กกต.’ ชี้ปมตีความยังไม่กระจ่าง

เปิดแนวรบอำนาจเจริญ! ‘สมพาน-แดง’ แจ้งความ ‘ยิ่งชีพ iLaw’

ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจากคดี “ฮั้ว สว.” ที่ยังเขย่าความน่าเชื่อถือของกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ล่าสุดเกิดข้อพิพาทบทใหม่ เมื่อการตั้งคำถามถึงคุณสมบัติของ สว.อำนาจเจริญ 2 ราย ลุกลามจากเวทีตรวจสอบสาธารณะสู่โรงพัก

หลัง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) พาดพิงไปยัง สมพาน พละศักดิ์ และ แดง กองมา ว่าอาจมีคุณสมบัติไม่สอดคล้องกับการสมัคร สว.กลุ่ม 10 ก่อนที่ทั้งสองจะตอบโต้ด้วยการเข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท

‘สมพาน’ แจ้งความหมิ่นประมาท ยืนยัน กกต.ยกคำร้องแล้ว

สมพาน พละศักดิ์ สว.อำนาจเจริญ กลุ่ม 10 เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอำนาจเจริญ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากับผู้อำนวยการ iLawจากกรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กที่สื่อความหมายว่าตนเองขาดคุณสมบัติในการสมัครสมาชิกวุฒิสภา

สมพานยืนยันว่า ข้อความดังกล่าวเป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ทำให้สังคมเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ทั้งที่ตนได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วน และ กกต.ได้มีคำวินิจฉัยที่ 17/2568 ยกคำร้องเรื่องคุณสมบัติของตนไปแล้ว

สว.อำนาจเจริญรายนี้ยังโต้แย้งว่า กฎหมายไม่ได้บัญญัตินิยามของกลุ่ม 10 ไว้ในลักษณะที่นายยิ่งชีพตีความ และผู้มีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติผู้สมัครคือ กกต. ไม่ใช่บุคคลภายนอก พร้อมยืนยันว่าการแจ้งความครั้งนี้ไม่ใช่การฟ้องปิดปาก แต่เป็นการปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของตน

“ในฐานะคนทำมาหากินสุจริตในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ มาหลายปี แอบเสียดายที่ไม่ได้ต้อนรับ ยิ่งชีพและคณะทัวร์ เนื่องจากต้องปิดร้านชั่วคราวเพราะพ่อค้าต้องทำหน้าที่ สว.เลยไม่มีคนลวกก๋วยเตี๋ยว และที่ร้านก็ไม่ได้มีลูกจ้างถึง 200 คน ตามที่ ยิ่งชีพตีความไปเอง อีกอย่างคือพื้นที่ร้านมีขนาดเล็ก ไม่พอให้คน 200 คนมารวมตัวกันเหมือนที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพค เมืองทองธานี”

สมพาน พละศักดิ์

‘แดง กองมา’ ชี้ถูกใส่ความ-ด้อยค่าอาชีพสุจริต

ด้าน แดง กองมา สว.กลุ่ม 10 อีกหนึ่งราย ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากับ ยิ่งชีพเช่นเดียวกัน

แดงระบุว่า การโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าตนเองสมัคร สว.ผิดกลุ่ม และใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จประกอบการสมัคร ทั้งที่ กกต.ได้วินิจฉัยยืนยันแล้วว่าตนมีคุณสมบัติครบถ้วน

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการตีความว่ากลุ่ม 10 ต้องเป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ที่มีลูกจ้างมากกว่า 200 คน เป็นการกำหนดเงื่อนไขขึ้นเองโดยไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมายรองรับ

แดงยังกล่าวหาว่า การโพสต์ข้อความในลักษณะชักชวนให้ประชาชนช่วยถ่ายภาพหรือจับตาการเคลื่อนไหวของตน เป็นการชี้เป้าและสร้างความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้ตนและครอบครัวได้รับความเสียหาย

“ดิฉันเหมือนถูกด้อยค่าในอาชีพแม่ค้าขายหมูซึ่งเป็นอาชีพสุจริตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้คนหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะยากดีมีจน เรียนน้อยหรือจบสูง ให้เข้ามาเป็น สว.ได้”

แดง กองมา

คำวินิจฉัย กกต. ยืนยัน ‘แดง’ มีคุณสมบัติครบ

สำหรับกรณี ‘แดง กองมา’ กกต.มีคำวินิจฉัยที่ 249/2567 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ภายหลังมีผู้ร้องเรียนว่าการประกอบอาชีพค้าขายเนื้อสุกรไม่มีใบอนุญาตหรือหลักฐานจดทะเบียนประกอบกิจการ จึงอาจไม่มีคุณสมบัติด้านประสบการณ์ตามที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม ผลการไต่สวนพบว่า เจ้าตัวประกอบอาชีพขายเนื้อสุกรในตลาดเอกชนวิชิตสิน จังหวัดอำนาจเจริญ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2540 และมีพยานบุคคลรับรอง รวมทั้งไม่ปรากฏข้อมูลจากหน่วยงานรัฐว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม

กกต.จึงวินิจฉัยว่ามีประสบการณ์ในกลุ่มอาชีพที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี และมีมติยกคำร้อง

คดี ‘สมพาน’ กกต.ชี้หลักฐานประกอบกิจการชัดเจน

ส่วนกรณี ‘สมพาน พละศักดิ์’ กกต.มีคำวินิจฉัยที่ 17/2568 ลงวันที่ 13 มกราคม 2568 หลังถูกร้องเรียนว่าการระบุประสบการณ์ประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวไม่มีหลักฐานทางทะเบียนธุรกิจรองรับ

ผลการไต่สวนพบว่า สมพานประกอบกิจการร้าน “ปุ๊ก ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา” ตั้งแต่ปี 2552 โดยมีใบทะเบียนพาณิชย์ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และมีพยานยืนยันการประกอบกิจการอย่างต่อเนื่อง

กกต.จึงวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานรับฟังได้ว่า สมพานมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานยืนยันการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา จึงมีมติยกคำร้องเช่นเดียวกัน

‘สมชัย’ ชี้คำวินิจฉัย กกต. อาจกลายเป็นดาบย้อนฟันตัวเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ กกต.จะเปิดเผยคำวินิจฉัยเพื่อยืนยันว่าทั้งสองรายมีคุณสมบัติสมัคร สว.กลุ่ม 10 แต่กลับเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วิเคราะห์ว่า การเผยแพร่คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้ช่วยยุติข้อสงสัยของสังคม หากแต่ยิ่งทำให้เกิดคำถามต่อมาตรฐานการพิจารณาของ กกต.

สมชัยเห็นว่า แนวทางการวินิจฉัยของ กกต.มุ่งตรวจสอบเพียงว่าผู้สมัครประกอบอาชีพดังกล่าวมานานเกิน 10 ปีหรือไม่ โดยไม่ได้ตีความสาระสำคัญของกฎหมายว่ากลุ่ม 10 ซึ่งเป็น “ผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม” ควรหมายถึงกิจการประเภทใด

อดีต กกต.รายนี้ยกตัวอย่างว่า หากอ้างอิงกฎหมายเกี่ยวกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้สมัครกลุ่ม 10 ควรเป็นผู้ประกอบกิจการที่มีขนาดใหญ่กว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ไม่ใช่เพียงผู้ค้ารายย่อยทั่วไป

เขายังตั้งข้อสังเกตว่า หากการตีความของ กกต.ไม่ถูกต้อง อาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ หรือหากมีเจตนาช่วยเหลือผู้สมัครโดยไม่ยึดถือกฎหมาย ก็อาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายในระดับที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ไม่ว่าบทสรุปของคดีหมิ่นประมาทจะออกมาในทิศทางใด สิ่งที่เกิดขึ้นได้ตอกย้ำว่า ประเด็นเกี่ยวกับที่มาและคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภายังคงเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายหน่วยงานกำลังเดินหน้าตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ “ฮั้ว สว.”

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงว่า กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครและการวินิจฉัยของ กกต. มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความน่าเชื่อถือของระบบ อาจเป็นเดิมพันที่ใหญ่กว่าคดีความของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์