ปมล้างผิด ‘ม.112’ ยังไร้ข้อสรุป!

5 มิ.ย. 2567 - 16:41

  • ‘กมธ.นิรโทษกรรม’ เผยเตรียมสรุปนิยามคำว่า ‘แรงจูงใจทางการเมือง’

  • แจงปมล้างผิด ‘ม.112’ ยังไร้ข้อสรุป ตั้งเป้าชงรายงานต่อสภาฯกลาง ก.ค.นี้ ยันคดี ‘ทักษิณ’ ไร้กระทบการทำงาน

  • เผยหากแท้งออกกม. สามารถดึงข้อมูลกลับมาพิจารณารอบหน้าได้

amnesty_112_5jun2024_SPACEBAR_Hero_4eb9c8930d.jpg

นิกร จำนง เลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงการประชุมของกมธ.ฯ ชุดใหม่ ในวันที่ 6 มิ.ย.ว่า ที่ประชุมจะมีการลงมติรายงานต่างๆ ที่ กมธ.ฯ ชุดใหญ่ ได้มอบให้อนุกมธ.ฯ ไปศึกษา และแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด เพื่อเตรียมเสนอให้กับสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่วมกับรายงานของ กมธ.ด้วย รวมถึงจะมีการสรุปนิยามของคำว่า ‘แรงจูงใจทางการเมือง’ การนิรโทษกรรมโดยใช้รูปแบบคณะกรรมการว่า จะมีการกำหนดสัดส่วนอย่างไร ตามที่อนุกมธ.ฯ เสนอมาหรือไม่ หรือจะมีรูปแบบอื่นๆ รวมถึงมาตรการการป้องกันการ กระทำความผิดซ้ำ พิจารณาคดี ฐานความผิด หรือการกระทำที่จะได้รับการนิรโทษกรรม และกระบวนการสร้างความสมานฉันท์ อาทิ การล้างมลทิน การคืนสิทธิ และการยอมรับผิดและการให้อภัย 

เมื่อถามว่าจะมีการพิจารณาคดี ฐานความผิด หรือการกระทำที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ในคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วยหรือไม่นั้น นิกร กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป และยังไม่ถึงระเบียบวาระการพิจารณา ซึ่งจะมีการพิจารณาในตอนท้าย 

นิกร กล่าวว่า ช่วงเวลาการเสนอรายงานของกมธ.ฯ ให้สภาฯ พิจารณาได้ ในช่วงกลางเดือนก.ค.นี้ ซึ่งในวันที่ 6 มิ.ย. จะมีการสรุปรายงานของคณะอนุกมธ. ศึกษาและจำแนกการกระทำเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และในกมธ.ฯ ชุดใหญ่ จะมีการพิจารณาเป็นรายประเด็น จึงตั้งใจให้รายงานของกมธ.ฯ แล้วเสร็จก่อนที่จะเปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญ ในเดือนก.ค.นี้  อย่างไรก็ตาม ด้วยขอบเขตหน้าที่ของ กมธ.ฯ อาจจะไม่มีการยกร่างกฎหมายเพื่อเป็นโมเดลให้กับสภาฯได้ดูเป็นแนวทาง แต่อาจจะนำเสนอเพียงหลักการและเหตุผลในภาพรวม เนื่องจาก กมธ.ฯ ชุดนี้ ไม่ใช่ กมธ.จัดทำร่างกฎหมาย หรือยกร่างกฎหมาย แต่เป็นเพียง  กมธ.ศึกษาฯ ดังนั้นจึงไม่ใช่หน้าที่ของกมธ.ฯ

นิกร ยังกล่าวในฐานะผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนาว่า พรรคชาติไทยพัฒนายังย้ำจุดยืนต่อการนิรโทษกรรมในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า เป็นไปตามที่ วราวุธ ศิลปอาชา รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯ ได้ยืนยันไปก่อนหน้านี้ว่า การนิรโทษกรรม จะต้องไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, คดีความผิดอาญาที่ร้ายแรง และการทุจริตคอร์รัปชั่น

ด้านยุทธพร อิสรชัย ประธานคณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาและจำแนกการกระทำเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)นิรโทษกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าในการทำงานของคณะอนุกมธ.ฯ ว่า ขณะนี้ก้าวหน้าไปกว่า 90% แล้ว จาก 7 ข้อเสนอที่เราได้เสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนอีก 10% จะมีการปรับแก้ตามมติของ กมธ.ชุดใหญ่ ที่มีข้อเสนอแนะ และข้อแนะนำมา

ยุทธพร กล่าวว่า โดยการประชุมคณะอนุฯ ในวันนี้ จะมีการพิจารณาการปรับแก้ นิยาม ‘แรงจูงใจทางการเมือง’ เพื่อให้ตรงกันกับความเห็นของคณะอนุทั้งสองคณะ และ กมธ.ชุดใหญ่ ในเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการนิรโทษกรรมที่เราได้เสนอตัวแบบไป โดยจะการลดจำนวนให้น้อยลง เพื่อให้มีความกระชับมากขึ้น และเพิ่มเติมตัวแทนฝ่ายบริหารเข้ามา รวมถึงเพิ่มเติมมาตรฐานการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และแนวทางการสร้างความปรองดอง ที่เป็นหัวใจหลักของการนิรโทษกรรม เพราะเจตจำนงคือ การสร้างสังคมแห่งความปรองดอง ทั้งนี้ หากการปรับแก้ของคณะอนุฯ เรียบร้อย ในวันที่ 6 มิ.ย. จะมีการนำเสนอทั้งหมดต่อ กมธ.ชุดใหญ่ ได้พิจารณา และหาก กมธ.ชุดใหญ่ ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมอีก ก็จะถือว่าสิ้นสุดการทำงานของคณะอนุฯ และจะนำไปสู่การทำรายงานเพื่อเสนอต่อสภาฯ ต่อไป

เมื่อถามถึงการพูดคุยเรื่องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยุทธพร กล่าวว่า มีหลากหลายประเด็น มาตรา 112 เป็นหนึ่งในนั้น แน่นอนว่าท่ามกลางสังคมที่มีการแบ่งขั้ว และยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ต้องดูข้อเท็จจริงด้วย เพราะก่อนหน้านี้มีกระบวนการไปบิดเบือนข้อมูล ว่า มีการถอน มาตรา 112 ออก ในความเป็นจริงเราไม่เคยถอดฐานความผิดใดเลย เนื่องจากกระบวนการเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาทั้งสิ้น 

“แต่เมื่อเราไม่ถอด มาตรา 112 ก็ทำให้เกิดคำถามใหม่อีกว่า ที่ไม่ถอด เพราะต้องการช่วยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นการเมืองมีผลสูงมาก ยืนยันว่า เราไม่มีความคิดช่วยเหลือบุคคลใดเป็นพิเศษ และไม่มีการพูดคุยถึงกรณีทักษิณเลย ทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ” ยุทธพร กล่าว

เมื่อถามว่าคดีมาตรา 112 ของทักษิณ จะกลายเป็นปัญหาในการออกกฏหมายนิรโทษกรรมหรือไม่ ยุทธพร กล่าวว่า ไม่มีผลอะไรมากมาย เพราะในการทำงานเราก็ยึดหลักการกมธ.ก็ถูกตั้งขึ้นมาก่อนที่จะมีคดีของทักษิณแล้ว เพราะฉะนั้น กรอบการทำงานทุกอย่างถูกออกแบบและพูดถึงกันไว้แล้ว ซึ่งสิ่งที่จะใช้ในการจำแนกความผิด คือ 1.สถิติ 2.25 ฐานความผิด 3.บริบทความขัดแย้ง 4.พฤติกรรม และนิยามแรงจูงใจทางการเมือง และ 5.จะหยิบคดีสำคัญสำคัญในแต่ละช่วงเวลา เพื่อที่จะแบ่งเป็น 3 ประเภท 1.คดีหลัก 2.คดีรอง 3.คดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง การนิรโทษกรรมในครั้งนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองประเทศไทย เพราะกินระยะเวลายาวนานถึง 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน ซึ่งแต่ละช่วงเวลา มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันทั้งนั้น 

“ก็เป็นเอกสิทธิ์ของ กมธ.ชุดใหญ่ว่า จะดำเนินการตามนี้หรือไม่ ส่วนผลสัมฤทธิ์ปลายทาง ส่วนตัวมองว่า ผลสัมฤทธิ์คือเรื่องการมีข้อเสนอที่จะนำไปสู่การพิจารณาในการตรากฏหมายนิรโทษกรรม  ไม่ว่าเราจะได้กฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ แต่สิ่งที่เราทำได้คือข้อเสนอที่ ณ วันนี้ เราได้รวบรวมจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา หากการออกกฏหมายในนิรโทษกรรมครั้งนี้ไม่สำเร็จ ก็สามารถนำข้อมูลตรงนี้กลับมาพิจารณาอีกครั้ง” ยุทธพร กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์