คืบหน้าไปอีกขั้นสำหรับปม ‘นิรโทษกรรม’ โดยล่าสุด นิกร จำนง เลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ที่ประชุม กมธ.มีมติเห็นชอบเรื่องของกรอบเวลานิรโทษกรรม ช่วงเวลาตั้งแต่ 1 ม.ค. 2548 ถึงปัจจุบัน

ส่วนนิยามคำว่า ‘การกระทำที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง’ ได้ข้อสรุปว่า “หมายถึง การกระทำที่มีพื้นฐานมาจากความคิดที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง หรือต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงเวลา ที่มีความขัดแย้งหรือเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง”
— นิกร จำนง
โดย ชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เสนอความเห็นว่า ควรมีเรื่องขอบเขตการนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นความเห็นใหม่ที่เสนอเข้ามาใน กมธ.
นอกจากนี้ ทาง กมธ.ยังได้ข้อสรุปเกี่ยวกับขอบเขตการนิรโทษกรรม รวมถึงผลของการนิรโทษกรรม ว่า “บรรดาการกระทำใด ๆ หากเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง และให้ถือเสมือนว่า บุคคลนั้นไม่เคยกระทำความผิด”
ปมพ่วง ‘คดีมาตรา 112’ ยังไร้ข้อสรุป
ส่วนการนิรโทษกรรมจะครอบคลุมถึง ‘คดีมาตรา 112’ ด้วยหรือไม่นั้น นิกร กล่าวว่า อีกประมาณ 2-3 ครั้งการประชุม กมธ.คงจะพิจารณาได้ เพราะขณะนี้ มีหลายคดีที่ต้องมาคิดกันว่าจะนิรโทษฯ อะไรบ้างอย่างไร ขณะนี้ ยังไม่ได้พิจารณา ต้องดูกรอบอื่นมาก่อน แต่หากจะนิรโทษกรรมมาตรา 112 จะต้องครอบคลุมทุกคดีใช่หรือไม่นั้น ต้องแล้วแต่ว่าจะเจอมาอย่างไร เพราะตอนนี้รวมอยู่ในกรอบการศึกษาทั้งหมด

กาง 7 ประเด็น จำแนก ‘การกระทำที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง’ ผุดคณะกรรมการทำหน้าที่ ‘ครอบจักรวาล-รับจบในที่เดียว’ ไม่อิงกระบวนการยุติธรรม มีวาระ 2 ปี
ขณะที่ ยุทธพร อิสรชัย ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาและจำแนกการกระทำเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม เปิดเผยว่า กมธ.ชุดใหญ่ ได้พิจารณาข้อเสนอของอนุ กมธ. ในการจำแนกการกระทำที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่ง กมธ.ส่วนใหญ่ ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของอนุ กมธ. ที่มีกระบวนการพิจารณา 7 ประเด็น เป็นไปตามเค้าโครงเดิมที่เคยพิจารณาไปก่อนหน้านี้ ซึ่งประกอบด้วย
1\. นิยามแรงจูงใจทางการเมือง
2\. การจำแนกประเภทคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง สรุปได้ 3 ประเภท
- การกระทำในคดีหลัก เช่น คดีการชุมนุมทางการเมืองที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ฉุกเฉิน หรือกฎหมายความมั่นคง
- การกระทำในคดีรอง เป็นผลที่พ่วงมาจากคดีหลัก เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้เครื่องขยายเสียงฯ หรือ พ.ร.บ.จราจรฯ
- การกระทำในคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่จริง ๆ มีอีกหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนไหว เช่น ความผิดต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
3\. การมีกระบวนการ หรือ ทางเลือกที่จะนิรโทษกรรมแบบใด แบ่งเป็น 3 ทางเลือก
- ใช้รูปแบบคณะกรรมการนิรโทษกรรม
- การนิรโทษฯ โดยยกร่างกฎหมายแล้วยกเว้นความผิด หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ
- ผสมผสานกันระหว่างการมีคณะกรรมการฯ และยกร่างกฎหมายไปในตัว อาจเรียกว่า เป็นคณะกรรมการกลั่นกรองและติดตามการบังคับใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
4\. กลไกกระบวนการนิรโทษกรรม จะเลือกในรูปแบบคณะกรรมการหรือไม่ จะมีกลไกตั้งแต่ชั้นรับเรื่องในการพิจารณา มีกลไกในชั้นกลั่นกรอง ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งในชั้นพิจารณาตัดสินการนิรโทษฯ รวมถึงมาตรการการเยียวยา
5\. องค์ประกอบของคณะกรรมการนิรโทษฯ จะเน้นไปที่ ‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’ เป็นหลัก ที่ประกอบไปด้วยหลายพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากได้รับการยอมรับ มีความเป็นกลาง สังคมให้ความเชื่อถือมากกว่าฝ่ายบริหาร
โดยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานคณะกรรมการฯ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ได้รับมอบหมาย เป็นรองประธานคณะกรรมการฯ ตัวแทนกระทรวงยุติธรรม ตัวแทน สส. นักวิชาการ ภาคประชาชน รวมถึงตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
คณะกรรมการนิรโทษกรรม มีหน้าที่และอำนาจ ในลักษณะที่สามารถดำเนินการจบภายในตัวคณะกรรมการได้เลย ไม่ต้องไปส่งเรื่องหรือไปอ้างอิงกับกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความกระชับ รวดเร็วในการนิรโทษกรรม รวมถึงจะมีการเปิดพื้นที่รับเรื่องจากบรรดาผู้ที่ร้องขอการนิรโทษกรรม เช่น ทายาท หรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง นอกจากนี้ ยังวางมาตรการสื่อสารต่อสาธารณะเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง รับการแสดงเจตจำนงค์สำหรับผู้ที่ไม่ได้ต้องการจะได้รับการนิรโทษกรรม ขณะเดียวกัน ยังสามารถเรียกข้อมูล เรียกบุคคลได้ด้วย
— ยุทธพร อิสรชัย
6\. มาตรการเยียวยา จะเน้นในเรื่องสิทธิ์เป็นหลัก ไม่ได้เน้นเรื่องทางแพ่ง เพราะจะเกิดการฟ้องร้องคดีต่าง ๆ ได้ ถือเป็นการคืนสิทธิ์ให้กับบุคคลที่ได้รับการนิรโทษกรรม
7\. มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและการเสริมสร้างความปรองดอง ไม่ได้กำหนดระยะเวลา เพราะเมื่อทุกคนได้รับการนิรโทษฯ ถือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความผิด
ฉะนั้น นิรโทษฯ แล้วก็นิรโทษฯ เลย แต่จะมีคณะอนุกรรมการ ของคณะกรรมการนิรโทษฯ ที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อติดตามไม่ให้กระทำความผิดซ้ำ หากมีการกระทำความผิดซ้ำ ก็จะมีการร้องขอให้ดำเนินคดีใหม่
— ยุทธพร อิสรชัย
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการติดตามฯ จะมีวาระเท่ากับคณะกรรมการนิรโทษฯ คือ 2 ปี




