หวัง ‘นิรโทษกรรม’ พาคนไทยพ้นบาดแผลขัดแย้ง

1 ก.พ. 2567 - 15:13

  • ‘ลูกสาวเสธแดง’ เสียงสั่นเครือชงตั้ง ‘กมธ.ศึกษานิรโทษกรรม’ ปัดยื้อเวลา ยันเป็นการปลดโซ่ตรวนขัดแย้ง

  • ด้าน ‘พิธา’ ลั่นอย่าปล่อยเกิดวัฒนธรรม ‘คนสั่งฆ่าลอยนวล’ ถึงจะบรรลุเป้า

  • ‘กัณวีร์’ ชี้ ต้องคืนความจริงสู่สาธารณะหากหวังการให้อภัย ใช้โอกาสนิรโทษกรรมพาไทยพ้นแผลขัดแย้งสองทศวรรษ เขียนให้ชัด ปลายทางคืออะไร ใครคือกลุ่มเป้าหมาย

amnesty_kattiya_pita_kannawee_1feb24_SPACEBAR_Hero_a7d61ca6c6.jpg

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่การประชุม ได้เข้าสู่การพิจารณาญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม โดยมี ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอญัตติว่า การเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯดังกล่าว เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์และแนวทางที่เป็นสาระสำคัญการนิรโทษกรรมให้ได้ข้อยุติ ก่อนเสนอเป็นร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎร แม้ในอดีตจะเคยศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองสมานฉันท์มาแล้ว โดยคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อสร้างความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) แต่บริบทและมูลเหตุความขัดแย้งมีความแตกต่างจากในปัจจุบัน จึงต้องดำเนินการให้สอดคล้องสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ให้มีคนไทยถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนทางกฎหมาย กุญแจที่ปลดโซ่ตรวนคือ การออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นจุดเริ่มต้นว่า ทุกคนเห็นต่างขัดแย้งกันได้ภายในกรอบกติกา แม้การเสนอตั้งกมธ.วิสามัญฯ อาจถูกตั้งคำถามเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดแก่ผู้กระทำผิด เป็นการยื้อเวลาของรัฐบาลหรือไม่ และอาจกังวลจะยัดไส้นิรโทษกรรมให้เจ้าหน้าที่รัฐทำผิดกฎหมายต่อผู้ชุมนุม ขอยืนยันว่า การออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมไม่ใช่การสร้างบรรทัดฐานที่ผิด แต่เป็นการปลดโซ่ตรวนความขัดแย้ง ไม่ใช่ยื้อเวลา เมื่อมีความเห็นต่างจึงต้องตั้งกมธ.เชิญชวนทุกกลุ่มมาหาทางออกอย่างรอบคอบ ไม่ให้เกิดชนวนขัดแย้งครั้งใหม่

“ในฐานะที่เคยเป็นผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ ขอยืนยันในหลักการจะไม่ให้มีการนิรโทษกรรมต่อความผิดที่เกิดแก่ชีวิตโดยเด็ดขาด”ขัตติยา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ด้าน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเสมอไป ถ้ามีเป้าหมายชัดเจน เราเคยนิรโทษกรรมมาแล้ว 22ครั้ง ถ้าจะนิรโทษกรรมเพื่อลดความขัดแย้ง ก็คิดว่า ไม่น่ากลัว หรือเป็นภาพลบ และโอกาสที่จะได้รับนิรโทษกรรมไม่ควรถูกผูกขาดให้คณะรัฐประหารหรือคนที่คิดล้มล้างการปกครองอย่างเดียว เราต้องยอมรับอยู่ในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองที่สร้างบาดแผลร้าวลึกในสังคม เป็น10กว่าปีที่สูญหาย ตั้งแต่ปี2549 -2567 มีนายกฯ 7คน  รัฐประหาร 2ครั้ง มีม็อบต้านรัฐบาล 9ระลอก คนตายเป็นร้อย บาดเจ็บเป็นพัน เศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้านบาท การนิรโทษกรรมครั้งนี้ ไม่ควรคิดถึงคนทำรัฐประหาร แต่ควรคิดถึงเหยื่อของคนที่ทำรัฐประหาร คนได้รับผลกระทบจากนโยนบายและรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจรัฐประหาร ไม่ใช่แค่นิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ออกมาเรียกร้องทางการเมือง แต่มีผู้ที่ต้องติดคุกเพราะนโยบายในช่วงรัฐประหาร 80,000กว่าคดี คดีประมงไอยูยูอีก 3หมื่นกว่าคดี และคดีการฟ้องร้องปิดปากประชาชนอีกไม่รู้เท่าไร 

“กระบวนการที่จะทำต้องไม่ใช่แค่ยุติคดีอาญา แต่จะต้องมีการเยียวยา การรับผิดชอบต่อสาธารณะ ไม่ให้เกิดการวัฒนธรรมลอยนวลของคนสั่งฆ่า  จึงจะเป็นการนิรโทษกรรมที่รอบคอบ บรรลุเป้าหมาย” พิธา กล่าว 

ขณะที่ กัณวีร์ สืบแสง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม อภิปรายสนับสนุนญัตติ โดยระบุว่า ญัตตินี้เป็นเรื่องที่ดี และเรากำลังมาถูกทาง เพราะเรื่องนี้มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายมาก ส่วนตัวขอชื่นชมรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทย ที่ได้ตัดสินใจอย่างสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริง ในการสร้างกลไกเพื่อเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ 

กัณวีร์ ระบุว่า โจทย์แรกของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ คือจะต้องระบุให้ได้ถึงปลายทางที่พวกเราปรารถนาเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมว่าคืออะไร หากจะยกโทษแล้วเหมือนกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนคงเป็นไปไม่ได้ จะต้องระบุให้ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับการนิรโทษกรรมคือใครบ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารม หลักการและเหตุผลในการร่างกฎหมายฉบับนี้ จะต้องเกิดฉันทาอนุมัติและเห็นพ้องอย่างชัดเจนใน 2 ประเด็นดังกล่าวก่อน 

“การนิรโทษกรรม ควรเป็นแค่ส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการเมืองแห่งการให้อภัยและกระบวนการยุติธรรมในระยะที่เปลี่ยนผ่าน ดังนั้นความพยายามของพวกเราทั้งหมดในวันนี้ เพื่อมุ่งหวังที่จะออกจากความขัดแย้งรุนแรงที่ยืดเยื้อ ฝั่งราก และทิ่มลึกลงไปในความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยด้วยกันเอง” นายกัณวีร์ กล่าว

กัณวีร์ กล่าวต่อว่า มากกว่านั้น ยังมีความขัดแย้งรุนแรงระหว่างคนจำนวนมากกับรัฐ ดังนั้นการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจะคำนึงถึงเพียงการลบล้างความผิดในมุมเดียวคงเป็นไปไม่ได้ แต่การศึกษาแนวทางการกฏหมายฉบับนี้จะต้องสามารถคลี่คลายความขัดแย้งในการเมืองไทย ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมาได้พอสมควร โดยคำนึงอยู่ใน 2 กรอบข้างต้น คือ ปลายทางที่ปราถนาคืออะไร และกลุ่มเป้าหมายของการนิรโทษกรรมคือใครบ้าง

“การนิรโทษกรรมจะไม่สามารถนำไปสู่การให้อภัยซึ่งกันและกันระหว่างคู่ขัดแย้งและก้าวไปข้างหน้าด้วยไม่ได้เลย หากบางเรื่องที่ยังค้างคาในใจของแต่ละฝ่ายนั้น ยังไม่คลี่คลายแน่ชัด ดังนั้นการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง หรือการดึงเอารายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ที่เคยจัดทำขึ้นแล้ว จำเป็นจะต้องนำมาประกอบไว้ในการพิจารณายกร่างกฎหมายด้วย” กัณวีร์ กล่าว

กัณวีร์ ย้ำว่า การคืนความยุติธรรม ขั้นพื้นฐานที่สุดที่พอจะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับการลบล้างโทษได้นั้น คือการคืนความจริงเกี่ยวกับความผิดนั้นๆ ให้กับสาธารณะ และความรับผิดชอบของรัฐที่ใช้อำนาจในการก่อความเสียหายหรือความสูญเสียแก่พี่น้องประชาชน หากมุ่งหมายให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ทำให้คนไทยหันหน้ามาให้อภัยซึ่งกันและกัน แล้วเดินหน้าร่วมกันใหม่ได้จริงๆ เราต้องสร้างความกระจ่างให้เห็นพ้องว่า คนแต่ละฝ่ายต้องให้อภัยแก่เรื่องใด ครอบคลุมใคร และกลุ่มใดบ้าง สังคมไทยจึงจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นการนิรโทษกรรมต้องดำเนินการควบคู่ไปกับอีกหลายส่วน จะแยกมาทำเพียงเรื่องเดียวคงไม่ได้ เช่น การแสดงความรับผิดชอบต่อฝ่ายต่างๆ ในความขัดแย้ง คือคนที่ทำผิดก็ต้องออกมารับผิดไม่ใช่ใช้การนิรโทษกรรมมาปิดช่องทางการขออภัย ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโดย เฉพาะการใช้อำนาจ หน้าที่ กฎหมาย และใช้กำลังเข้าห้ำหั่นพี่น้องประชาชน แล้วการนิรโทษกรรมพ้นผิดอย่างลอยนวลเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ใครทำผิดคดีอาญาหรืออุ้มซ้อมทรมานก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เราต้องดูรายละเอียดว่าใครทำผิดระดับไหนจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง

กัณวีร์ ยังกล่าวว่า กฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ ต้องครอบคลุมถึงการเยียวยาโดยเฉพาะการเยียวยาทางด้านจิตใจ และยังมีอีกหลายองค์ประกอบที่จำเป็นต้องเข้ามาสู่การพิจารณาศึกษา เพื่อให้เห็นแนวทางที่เป็นไปได้ และทุกฝ่ายยอมรับ 

กัณวีร์ ย้ำว่า ส่วนตัวไม่ได้มีเจตนาขัดขวาง แต่ตลอดประวัติศาสตร์ของการเมืองสมัยใหม่ ประเทศไทยมีการนิรโทษกรรมมาแล้วมากกว่า 22 ฉบับ และแน่นอนว่าส่วนใหญ่จะเป็นการยกเว้นโทษแก่คณะรัฐประหาร และมี 3 ฉบับที่บังคับใช้เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมในปี 2516, 2519 และ 2535 

“ท่านต้องชัดเจนว่าผู้ได้รับการยกโทษคือใคร เป็นประชาชนผู้ชุมนุมหรือเป็นการเรียกนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง คำตอบของท่านในเรื่องนี้ต่อสถานการณ์การเมืองในวันนี้สำคัญต่อการกำหนดว่าเราจะอยู่ในความขัดแย้งต่อไป จะมีเงื่อนไขใหม่เพิ่มเติมหรือไม่ หรือเราจะสามารถแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งรอบนี้ได้อย่างยั่งยืนร่วมกัน” กัณวีร์ กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์