‘เศรษฐา’ พาประเทศสู่วิกฤตเศรษฐกิจ! มองผ่านปฏิทินงบประมาณปี 67

26 พ.ย. 2566 - 11:17

  • ปีปฏิทินงบประมาณใหม่เริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี

  • กว่างบประมาณปี 67 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท จะได้เริ่มใช้หลังวันที่ 17 เมษายน ปี67 ก็เกินครึ่งปีปฏิทินงบประมาณไปแล้ว

Analysis_of_Srettha_leading_the_country_to_economic_crisis_or_not_SPACEBAR_Hero_ef91c9fd7f.jpg

หลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 กันยายน และเริ่มประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ในวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ‘เศรษฐา ทวีสิน’ พร่ำบอกมาตลอดถึงปัญหาเศรษฐกิจของไทย

ล่าสุดถึงขั้นใช้คำว่า “วิกฤต” ที่ต้องเร่งกอบกู้โดยด่วน ผ่านการกู้เงิน จำนวน 5 แสนล้านบาท มากระตุ้นผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่พรรคเพื่อไทยใช้หาเสียง และนำมาเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 

ทว่าบรรดานักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้ง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ และแม้แต่ปลัดกระทรวงการคลัง ต่างเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยที่มีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำนั้น เป็นเพียงภาวะชะลอตัวที่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์บางคน ให้ภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านถือว่าเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย เพราะมีอัตราการขยายตัวของ GDP ที่สูงกว่าประเทศไทย จึงทำให้ไทยอยู่ในขั้นวิกฤต แต่ถ้าเทียบกับตัวเราเองในอดีตยังไม่ถือว่าวิกฤต

เพียงแต่ภาคธุรกิจไทย ผู้ประกอบการใหญ่น้อยอยู่ในภาวะที่เผชิญกับปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป

พร้อมชี้เหตุที่ GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวในอัตราที่ต่ำเพียงร้อยละ 1.5 เกิดจากการส่งออกติดลบ บวกกับไม่มีการใช้จ่ายด้านการลงทุนจากภาครัฐและเอกชน ดังนั้น วิธีแก้ต้องไปแก้ไขที่สองโจทย์ใหญ่นี้

แน่นอนถือเป็นโจทย์ยากของประเทศไทยในชั่วโมงนี้ เพราะติดขัดเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ยังไม่คลอด และกว่าจะผ่านสภาฯ ออกมาใช้ได้ก็ปาไปถึงหลังวันที่ 17 เมษายนปีหน้า ทั้งๆ ที่ปกติปีปฏิทินงบประมาณจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี

แต่ด้วยเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ที่กว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศที่เป็นไปอย่างล่าช้า จึงทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามปีปฏิทิน ในขณะที่รัฐบาลเศรษฐา หลังเข้าบริหารประเทศ ยังได้ปรับรื้อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 จากเดิมที่รัฐบาลชุดเก่าทำไว้

โดยปรับเพิ่มวงเงินจาก 3.35 ล้านล้านบาท เป็น 3.48 ล้านล้านบาท จึงต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งจัดทำงบประมาณกันใหม่ ที่ตอนนี้ยังอยู่ในมือของสำนักงบประมาณ ว่ากันตามปฏิทินที่จัดทำขึ้นใหม่ดังนี้

วันที่ 25 ธันวาคม 2566 นำร่างฯ เข้าที่ประชุมครม.ให้ความเห็นชอบ

วันที่ 3-4 มกราคม 2567 สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระแรก

มกราคม-มีนาคม 2567 อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

วันที่ 3-4 เมษายน 2567 สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระ 2-3

วันที่ 9-10 เมษายน 2567 วุฒิสภาพิจารณา

วันที่ 17 เมษายน 2567 นำร่างฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ

กว่างบประมาณปี 2567 จะนำมาใช้ได้ก็เลยครึ่งปีไปแล้ว และแม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้นำกรอบงบประมาณเดิมของปีก่อนหน้ามาใช้ไปพรางก่อนได้ แต่ก็มีข้อจำกัดให้ใช้เฉพาะรายจ่ายประจำเท่านั้น ไม่สามารถนำเม็ดเงินโครงการลงทุนใหม่ๆ มาใช้ได้ ซี่งในอดีตก็เคยมีปัญหาการจัดทำงบประมาณล่าช้า แต่บริบทและสภาพความรุนแรงของปัญหาแตกต่างกัน

ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่า นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ที่ท่องคำว่า ‘วิกฤต’ มาตลอดสองเดือนเศษ และเพิ่งเปลี่ยนมาใช้ว่า ‘เศรษกิจไม่ดี’ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังทนยืนโต้ลมฝ่ายประจำที่เห็นต่างไม่ไหว

‘เศรษฐา ทวีสิน’ จึงเสมือนสร้างวิกฤตขึ้นเสียเอง ทั้งจากคำพูดและการกระทำที่ไม่เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ล่าช้ามาแล้ว ต้องล่าช้าออกไปอีกจากการปรับรื้องบประมาณใหม่

“หากทันทีที่เข้ามาเป็นรัฐบาล ได้เร่งจัดทำงบประมาณเป็นวาระแรกๆ คงจะไม่เกิดความล่าช้าอย่างที่เป็นอยู่ นอกจากนั้น ในห้วงเวลาที่เหลืออีกเดือนเศษก่อนสิ้นปี 2566 ยังไม่เห็นมาตรการใดที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งท้ายปี

จึงเป็นคนชื่อ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นั่นแหละ ที่พาประเทศไทยไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจเสียเอง”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์