หากมองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะพบว่า 'คู่ขัดแย้ง' ของผู้มีอำนาจ ไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายค้านหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเสมอไป แต่หลายครั้ง ความขัดแย้งที่สั่นสะเทือนประเทศกลับเกิดขึ้นจาก 'คนในฝ่ายเดียวกัน' ที่ต่างมีฐานอำนาจ เครือข่าย และผลประโยชน์ของตัวเอง จนต้องแข่งขัน ต่อรอง และถ่วงดุลกันอยู่ตลอดเวลา
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือช่วงปลายทศวรรษ 2490 ถึงปี 2500 ซึ่งนักวิชาการหลายคนนิยามว่า 'การเมืองสามเส้า' ยุคที่อำนาจของรัฐไม่ได้ถูกรวมศูนย์อยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว หากแต่แบ่งออกเป็นสามขั้วหลัก ได้แก่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม, พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ยศขณะนั้น) และ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ สามบุคคลที่ต่างพึ่งพาอาศัยกัน แต่ก็แข่งขันกันอย่างเข้มข้นในเวลาเดียวกัน
หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2491 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ภายหลังสูญเสียอำนาจให้กับฝ่ายของ 'ปรีดี พนมยงค์' ตั้งแต่ปี 2487
การกลับมาครั้งนี้ทำให้ 'จอมพล ป.' สามารถรวบอำนาจบริหารประเทศได้อีกเกือบสิบปี แต่เบื้องหลังภาพของรัฐบาลที่ดูแข็งแกร่ง กลับเต็มไปด้วยการแข่งขันของกลุ่มอำนาจภายในรัฐบาลเอง
- ฝ่ายหนึ่งคือ 'กลุ่มสี่เสาเทเวศร์' นำโดย 'จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์' ซึ่งมีฐานสำคัญอยู่ในกองทัพบก
- อีกฝ่ายคือ 'กลุ่มซอยราชครู' นำโดย 'พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์' อธิบดีกรมตำรวจ ผู้กุมอำนาจสีกากีและเครือข่ายด้านความมั่นคง
ส่วนจอมพล ป. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประคับประคองทั้งสองฝ่าย พยายามรักษาดุลอำนาจไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแข็งแกร่งจนเกินไป นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า 'การเมืองสามเส้า'
ปี 2498 ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เมื่อมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 เปิดทางให้ประชาชนสามารถจดทะเบียนพรรคการเมืองได้เป็นครั้งแรก
ไม่นานหลังจากนั้น 'พรรคเสรีมนังคศิลา' ก็ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2498 และกลายเป็น พรรคการเมืองที่จดทะเบียนเป็นพรรคแรกของประเทศไทย สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงสร้างของพรรคสะท้อน 'การเมืองแบบสามเส้า' ได้อย่างชัดเจน
- หัวหน้าพรรค คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
- เลขาธิการพรรค คือ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์
- รองหัวหน้าพรรค ได้แก่ พลเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พรรคเสรีมนังคศิลา คือการนำเอาสามศูนย์อำนาจสำคัญของประเทศมาอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน แม้ภายนอกจะดูเป็นเอกภาพ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยการแข่งขันและการต่อรองระหว่างเครือข่ายอำนาจที่แตกต่างกัน
ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของสงครามเย็น 'สหรัฐอเมริกา' สนับสนุนรัฐบาลจอมพล ป. ในฐานะพันธมิตรต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามแนวคิด 'ทฤษฎีโดมิโน' แต่เมื่อเวลาผ่านไป สหรัฐฯ เริ่มผลักดันให้ไทยเปิดเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลจอมพล ป. ยังคงยึดแนวคิดเศรษฐกิจแบบชาตินิยมที่รัฐมีบทบาทสูง
นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงมองว่า ช่วงปลายทศวรรษ 2490 สหรัฐฯ เริ่มให้ความสนใจกับ 'กลุ่มผู้นำรุ่นใหม่' โดยเฉพาะเครือข่ายของ 'สฤษดิ์' ซึ่งถูกมองว่ามีแนวคิดด้านเศรษฐกิจ และการบริหารที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มากกว่า ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อถกเถียงในวงวิชาการและมีการตีความแตกต่างกันในรายละเอียด
เมื่อทั้ง 'สองกลุ่ม' ต่างต้องการขยายอำนาจ การแข่งขันจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคณะรัฐมนตรี 'กลุ่มสี่เสาเทเวศร์' มีฐานสำคัญอยู่ในกองทัพบก และถูกมองว่าควบคุมสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ขณะที่ 'กลุ่มซอยราชครู' มีฐานอยู่ในกรมตำรวจ และถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวพันกับผลประโยชน์จากธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการค้าฝิ่น
ทั้งสองฝ่ายใช้หนังสือพิมพ์ของฝ่ายตนเองเป็นเครื่องมือโจมตีกัน โดยฝ่ายหนึ่งเปิดโปงการทุจริตในกองสลาก อีกฝ่ายโจมตีเครือข่ายผลประโยชน์ของตำรวจ จนความขัดแย้งค่อยๆ ปะทุขึ้นอย่างเปิดเผย
จุดแตกหัก : 'การเมืองสามเส้า' เลือกตั้งปี 2500
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาล พรรคเสรีมนังคศิลาได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย โดยได้ ส.ส. 83 จากทั้งหมด 160 คน และกวาดที่นั่งในกรุงเทพมหานครได้ครบทั้ง 6 เขต
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนถูกขนานนามว่าเป็น การเลือกตั้งสกปรกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากมีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต และการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ทางการเมือง เพียงไม่กี่วันหลังเลือกตั้ง นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วง มีการลดธงครึ่งเสาเพื่อแสดงการไว้อาลัยต่อการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันจากภาคประชาชนเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นชนวนเร่งให้ความขัดแย้งระหว่างเครือข่ายของ จอมพล ป.,พล.ต.อ.เผ่า และพล.อ.สฤษดิ์ ปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ
ท้ายที่สุด วันที่ 16 กันยายน 2500 'สฤษดิ์' นำกำลังทำรัฐประหารรัฐบาล ส่งผลให้ 'จอมพล ป.' และ 'พล.ต.อ.เผ่า' ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศไป
จาก 'สามเส้า' สู่ '3 ป.'
กว่าครึ่งศตวรรษต่อมา ในยุคร่วมสมัยเกิดปรากฏการณ์ในลักษณะเทียบเคียงกันได้อีกครั้ง หลังรัฐประหารปี 2557 การเมืองไทยถูกขับเคลื่อนโดยบุคคลที่สังคมเรียกว่า 'กลุ่ม 3 ป.' ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
ทั้งสามเริ่มต้นจากเครือข่ายเดียวกัน มีคำนิยามเชิงอำนาจในกองทัพว่าเป็น 'สายบูรพาพยัคฆ์' เติบโตขึ้นจากหน่วยทหารด้านตะวันออก แล้วค่อยๆ มีบทบาทคุมบังเหียนในกองทัพบก หลังการผลัดใบจากผู้นำเหล่าทัพ ที่มาจาก 'สายวงศ์เทวัญ' นำไปสู่ขุมกำลังในการเข้ายึดอำนาจ 'รัฐบาลยิ่งลักษณ์' และสถาปนาตนเองเป็นรัฐบาล ภายใต้กลไกที่อ้างเพื่อรักษาความสงบจากเหตุวุ่นวายทางการเมือง ในชื่อ 'รัฐบาลคสช.' ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการตามระบบประชาธิปไตยในการเลือกตั้ง 2562 ในสังกัด 'พรรคพลังประชารัฐ'
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ใต้พรมก็เริ่มปรากฏชัด ราวกับ 'ยอดภูเขาน้ำแข็ง' ที่ค่อย ๆ โผล่พ้นผิวน้ำในช่วงปลายรัฐบาล ปัญหาการจัดสรรอำนาจและทรัพยากรทำให้บ้านใหญ่และเครือข่ายการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มแยกออกเป็นคนละทิศ ก่อนจะเห็นภาพชัดยิ่งขึ้นในการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อ 'พล.อ.ประยุทธ์' ตัดสินใจย้ายไปเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ 'พรรครวมไทยสร้างชาติ' ขณะที่ 'พล.อ.ประวิตร' นำ 'พรรคพลังประชารัฐ' ลงสู่สนามเลือกตั้งในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเช่นกัน ส่วน 'พล.อ.อนุพงษ์' ค่อย ๆ ลดบทบาททางการเมืองลงอย่างเงียบๆ นับเป็นจุดสิ้นสุดของ 'สมการ 3 ป.' ที่เคยเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองไทยร่วมกันมาเป็นเวลาเกือบสิบปี
จับตา '2 น. 1 พ.'
ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์การเมืองบางส่วนเริ่มหยิบยกทฤษฎีความคัดแย้งภายในขั้วรัฐบาล ซึ่งเริ่มก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำอย่าง '2 น. 1 พ.' ขึ้นมาอธิบายโครงสร้างอำนาจภายใน 'พรรคภูมิใจไทย' ซึ่งประกอบด้วย อนุทิน ชาญวีรกูล, เนวิน ชิดชอบ และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ
สามบุคคลที่มีบทบาทแตกต่างกันในคณะรัฐมนตรีและในขั้วการเมืองภายในพรรค
- อนุทิน อยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค
- พิพัฒน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
- ขณะที่ เนวิน ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล แต่ถูกมองว่าเป็นบุคคลสำคัญและมีอิทธิพลต่อทิศทางของพรรค จนถูกเรียกว่า 'ครูใหญ่'
ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของทั้งสามถูกจับตามอง ท่ามกลางข้อสังเกตเรื่องความเป็นเอกภาพภายในพรรค กระทั่ง 'อนุทิน' โพสต์ภาพร่วมกับ 'เนวิน' และ 'พิพัฒน์' เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแน่นแฟ้นของทั้งสาม
แน่นอนว่าทั้ง 3 กรณีไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง เพราะแต่ละยุคต่างมีบริบททางการเมือง โครงสร้างอำนาจ และเงื่อนไขของสังคมที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เห็นร่วมกันคือ เมื่ออำนาจไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่บุคคลเพียงคนเดียว หากกระจายอยู่ในมือของหลายกลุ่มหรือหลายเครือข่าย การเมืองภายในขั้วเดียวกันย่อมมีทั้งการจัดสรรอำนาจ การต่อรอง การถ่วงดุล และการแข่งขัน ซึ่งในบางช่วงเวลาอาจพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งได้เช่นกัน
ดังนั้น สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ สมการอำนาจของ '2 น. 1 พ.' จะเป็นเพียงการแบ่งบทบาทเพื่อประคองเอกภาพของพรรคและรัฐบาล หรือท้ายที่สุดจะเดินไปตามรอยบทเรียนของ 'การเมืองสามเส้า' ที่ประวัติศาสตร์ไทยเคยบันทึกไว้





