ผ่าปมการเมืองเรื่อง ‘กำแพง’ จับตาหลากโจทย์เขย่าเกม

11 ส.ค. 2569 - 12:52

  • ‘สุริยะใส กตะศิลา’ มองเกม “กำแพงการเมือง” หลัง ‘อนุทิน’ ปะทะพรรคประชาชน

  • ชี้ต้องแยกให้ออกว่าเป็นกำแพงที่รัฐบาลสร้าง หรือพรรคสร้างขึ้นเอง

  • พร้อมจับตาหลากโจทย์-หลายตัวแปรที่อาจเขย่าสมการการเมืองไทยถึงปลายปี

ผ่าปมการเมืองเรื่อง ‘กำแพง’ จับตาหลากโจทย์เขย่าเกม

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จังหวะที่หลายประเด็นผสมปนเปกัน ตั้งแต่การปะทะทางวาทกรรมระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ไปจนถึงคดีฮั้ว สว., การปรับคณะรัฐมนตรี และความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง

รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” ประเมินว่า คำว่า “กำแพง” ที่ถูกพูดถึงในเวลานี้มีความหมายกว้าง และอาจไม่ได้หมายถึงพรรคประชาชนโดยตรงเพียงอย่างเดียว

“กำแพง” ของนายกฯ อาจไม่ได้หมายถึงฝ่ายค้านโดยตรง

สุริยะใสมองว่า สิ่งที่น่าสนใจคือการที่พรรคประชาชนออกมาตอบโต้การโพสต์ของ อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีเรื่อง “กำแพง” อย่างรวดเร็ว โดยพรรคประชาชนสามารถตีความได้ว่ากำแพงดังกล่าวหมายถึงประเด็นที่พรรคกำลังตรวจสอบ ทั้งเรื่อง สว. เขากระโดง หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม หากคำว่า “กำแพง” หมายถึงการทำงานของฝ่ายค้านที่ถูกมองว่า “หัวชนกำแพง” ก็ถือเป็นสิทธิของพรรคประชาชนที่จะตีความและตอบโต้กลับ เพราะการที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลและมีความเห็นไม่ตรงกันถือเป็นเรื่องปกติของการเมือง

สุริยะใสมองว่า หากเป็นเพียงการปะทะระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน เรื่องดังกล่าวอาจเป็นเพียง “วาทกรรมทางการเมือง” หรือการโต้ตอบกันแบบข่าวรายวัน ซึ่งเกิดขึ้นและผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่หากคำว่า “กำแพง” ถูกตีความว่าเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล ประเด็นนี้กลับน่าสนใจกว่า เพราะอาจสะท้อนความสัมพันธ์ทางการเมืองภายในรัฐบาลเอง

พรรคประชาชนอาจต้องถามตัวเองว่า “กำแพง” อยู่ที่ไหน

เมื่อถูกถามถึงการตีความว่ารัฐบาลอาจตั้งใจใช้คำว่า “กำแพง” เพื่อแซะพรรคประชาชน หลังจาก ไหม–ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงความรู้สึกว่า “หัวชนกำแพง” บนเวที สุริยะใสมองว่าเป็นเกมทางการเมืองที่ทั้งสองฝ่ายต้องประเมินให้รอบคอบ

หากพรรคประชาชนจะตอบโต้ประเด็นนี้ต่อ ก็จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูว่าการทำงานของพรรคมีเรื่องใดเข้าข่าย “ชนกำแพง” จริงหรือไม่ หากไม่มี ก็อาจเป็นเพียงการตอบโต้ทางการเมืองตามปกติ แต่หากกำแพงที่พูดถึงหมายถึงประเด็นความเชื่อ อุดมการณ์ หรือเรื่องมาตรา 112 ซึ่งเป็นแกนกลางของความขัดแย้ง ก็เป็นเรื่องที่แม้แต่ภายในพรรคประชาชนเองก็มีการตั้งคำถามถึงผลของจุดยืนดังกล่าวว่า ทำให้พรรคทำงานยากขึ้นหรือไม่ และทำให้การสร้างแนวร่วมทางการเมืองทำได้ยากหรือไม่

สุริยะใสเห็นว่า หากเป็นกรณีนี้ “กำแพง” อาจเป็นกำแพงที่พรรคประชาชนสร้างขึ้นเอง ไม่ใช่กำแพงที่รัฐบาลหรืออนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้สร้าง เพราะการตอบโต้ของนายกรัฐมนตรีในลักษณะว่าอีกฝ่าย “ชนกำแพงจนเหนื่อย” ก็อาจสะท้อนว่าพรรคดังกล่าวกำลังเผชิญข้อจำกัดจากจุดยืนของตัวเองที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

จาก 112 ถึงการไม่จับมือบางพรรค คือ “กำแพง” ที่พรรคสร้างเอง

สุริยะใสยกตัวอย่างกำแพงที่พรรคประชาชนอาจสร้างขึ้นเอง ทั้งเรื่องมาตรา 112 รวมถึงกรณีล่าสุดที่ประกาศไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม ก่อนจะมีท่าทีในภายหลังว่า “หน้าต่างยังเปิดอยู่”

ในมุมของสุริยะใส สิ่งเหล่านี้สะท้อนการกำหนดขอบเขตทางการเมืองของพรรค และเป็นการ “เขียนกำแพง” ขึ้นด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน แกนนำพรรคหลายคนก็เริ่มพูดถึงคำว่า “กำแพง” ในอีกความหมายหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับกำแพงที่ไหม–ศิริกัญญาพูดถึง

สุริยะใสอธิบายว่า กำแพงในความหมายของอุดมการณ์และรูปแบบการเล่นการเมือง เป็นเรื่องของการนิยามตัวตนของพรรคบนเวทีการเมือง เช่น การเลือกว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับพรรคใด การร่วมมือกับฝ่ายที่มีความเห็นต่างในบางเรื่อง หรือการกำหนดเส้นแบ่งที่ไม่สามารถข้ามได้ แต่หาก “กำแพง” หมายถึงการต่อต้านคอร์รัปชันหรือการตรวจสอบเรื่องฮั้ว สว. ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และฝ่ายค้านย่อมมีความชอบธรรมในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่

“ฮั้ว สว.” ยังเป็นประเด็นแหลมคมที่สุดในการตรวจสอบรัฐบาล

เมื่อเข้าสู่ประเด็นคดีฮั้ว สว. สุริยะใสมองว่า เรื่องนี้เดิมเป็นประเด็นที่แหลมคมที่สุดประเด็นหนึ่งในการอภิปรายและตรวจสอบรัฐบาล เนื่องจากมีหลักฐานใหม่ปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเส้นทางการเงินและข้อมูลในหลายด้าน

ขณะเดียวกัน อีกฝ่ายก็พยายามเปิดหลักฐานหรือประเด็นตรวจสอบกลับ เช่น สว. ที่ถูกมองว่าเอนเอียงไปทาง “ส้ม” มีการประชุมนัดหมาย รวมถึงกรณีที่มีเอกชนบางรายเป็นผู้จ่ายค่าโรงแรม

สุริยะใสตั้งข้อสังเกตว่า ไม่เชื่อว่ากลุ่มบุคคลที่ทำงานการเมืองจะใช้วิธีตั้งกล่องบริจาคโดยไม่มีการจัดการ เพราะหากมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารหรือโรงแรม ก็น่าจะต้องมี “เจ้าภาพ” และคำถามจึงอยู่ที่ว่า การมีเจ้าภาพดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดตั้งที่มีลักษณะใกล้เคียงกับคำว่า “ฮั้ว” หรือไม่

เตือน iLaw-พรรคประชาชน ระวัง “ผู้มีส่วนได้เสีย” ทำให้น้ำหนักตรวจสอบลดลง

อีกประเด็นที่สุริยะใสเตือนคือ การที่ สว. สำรองเข้ามาเคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าวอย่างเปิดเผยมากขึ้น เพราะอาจทำให้เกิดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความหวังจะเข้าสู่ตำแหน่ง สว.

สุริยะใสมองว่า ทั้ง iLaw และพรรคประชาชนมีสิทธิและสามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในการตรวจสอบ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ทำได้ดีและมีประโยชน์ แต่เมื่อมีการเปิดพื้นที่ให้ สว. สำรองเข้ามาเคลื่อนไหวบนเวทีเดียวกัน น้ำหนักและความชอบธรรมของการตรวจสอบอาจถูกตั้งคำถาม และอาจเปิดช่องให้อีกฝ่ายนำประเด็นดังกล่าวกลับมาโจมตีได้ว่า พรรคประชาชนเองก็มีการเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน

มองคดีฮั้ว สว. “ยกฟ้องทั้งหมด” ก็เสี่ยง “ฟ้องทั้งหมด” ก็ยาก

สำหรับทิศทางคดีฮั้ว สว. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. สุริยะใสมองว่า หากสุดท้ายมีการยกฟ้องทั้งหมด อาจเป็นสถานการณ์ที่อันตราย เพราะจะกระทบต่อสถานะของ สว. และรัฐบาลโดยตรง รวมถึงสิ่งที่ถูกเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”

แต่หากเลือกดำเนินคดีทั้งหมดและล้มกระบวนการทั้งหมด ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากเช่นกัน และอาจนำไปสู่แรงกระเพื่อมทางการเมืองครั้งใหญ่ ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย

ทางเลือกที่สุริยะใสมองว่าน่าจะเป็นไปได้มากกว่าคือ การเลือกดำเนินคดีเฉพาะบางกรณีที่มีหลักฐานค่อนข้างชัด เช่น บางจังหวัดหรือบางพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการทั้งหมดในคราวเดียว หากมีหลักฐานที่เพียงพอ ก็สามารถฟ้องร้องเป็นรายกรณี เพื่อผ่องถ่ายภาระที่ สว. หรือขบวนการทางการเมืองที่เกี่ยวข้องแบกรับอยู่

ทั้งนี้ สุริยะใสย้ำว่า เกณฑ์ “อันควรเชื่อได้” ไม่ได้หมายความว่าเป็นหลักฐานที่เด็ดขาด แต่เป็นระดับที่สามารถนำไปสู่การใช้สิทธิทางกฎหมายได้ ส่วนข้อเท็จจริงและผลสุดท้ายยังเป็นเรื่องที่ศาลต้องพิจารณาต่อไป

กกต.ไม่ใช่ปลายทาง เกมการเมืองอาจเปลี่ยนที่สภาฯ และ ครม.

สุริยะใสย้ำว่า คดีฮั้ว สว. ไม่ได้จบที่ กกต. เพราะท้ายที่สุดยังต้องเข้าสู่กระบวนการศาล และการต่อสู้ทางกฎหมายยังอีกยาวไกล แต่สิ่งที่น่าจับตากว่าคือช่วงระหว่างทาง ซึ่งอาจทำให้สมการการเมืองเปลี่ยนแปลงได้

ประเด็นสำคัญคือการปรับคณะรัฐมนตรี ความเป็นไปได้ของการผสมขั้วการเมือง รวมถึงกระแส “งูเห่าสีเขียว” หรือ “งูเขียวหางไหม้” ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยสุริยะใสมองว่าเรื่องเหล่านี้อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สมการการเมืองเปลี่ยนไปตั้งแต่เวลานี้จนถึงปลายปี เพราะแม้คดีฮั้ว สว. จะจบที่ศาล แต่เกมการเมืองจะไปจบที่สภาฯ และคณะรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงกระแสปัญหาคอร์รัปชันที่เริ่มถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งสุริยะใสมองว่า หากเรื่องดังกล่าวถูกจำกัดอยู่เพียงผู้สอบหรือข้าราชการระดับล่าง แต่ไม่สามารถสาวไปถึงระดับการเมืองได้ ประเด็นนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา และท้ายที่สุดจะมีแรงผลักให้สังคมหันไปจับตาว่าใครอยู่เบื้องหลังในระดับที่สูงกว่านั้น

เมื่อถูกถามถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สุริยะใสมองว่า บรรดา “รัฐมนตรีลูกเทพ” อาจถูกล็อกเป้าซักฟอก อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาด้วยว่า ฝ่ายค้านจะถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยกลุ่มการเมืองอื่นหรือไม่

“งูเห่าสีเขียว” ยังไม่เกิดตอนนี้ แต่อนาคตยังเปิดกว้าง

สำหรับกระแส “งูเห่าสีเขียว” สุริยะใสมองว่า ในเวลานี้ยังไม่ใช่จังหวะที่จะเกิดขึ้น โดยพรรคกล้าธรรมก็ออกมาปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้ แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ทั้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลหรือแม้แต่ภายในพรรคภูมิใจไทยเอง ก็มีความเป็นไปได้ที่ความเคลื่อนไหวของ สส. กลุ่มต่าง ๆ จะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรของสมการการเมือง

เขามองว่า “งูเขียวหางไหม้” หรือ “งูเห่าสีเขียว” อาจเข้ามาเป็นตัวแปรเพื่อชดเชยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ขณะที่พรรคเพื่อไทยเองก็มีโอกาสขยับตัวออกจากจุดที่ยืนอยู่ในปัจจุบัน แม้ระยะนี้จะมีท่าทีเงียบผิดปกติ แต่สุริยะใสมองว่า พรรคเพื่อไทยอาจอดทนมาถึงจุดหนึ่งแล้ว และเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสมก็มีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนท่าทีทางการเมือง

รัฐบาลยังคุมสถานการณ์ได้จากเสียงข้างมาก “ตัวเลข” คือแต้มต่อ

แม้จะมีหลายตัวแปรที่อาจทำให้สมการการเมืองเปลี่ยน แต่สุริยะใสมองว่า ขณะนี้รัฐบาลยังควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะยังมีเสียงข้างมาก และโครงสร้างการเมืองไทยไม่ได้เป็นระบบสองพรรคอย่างชัดเจน

ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมีเสียงที่ไม่สมดุล ขณะที่มีทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านที่รอเป็นรัฐบาลอยู่ ทำให้การเมืองมีลักษณะเป็นระบบหลายพรรค และเปิดพื้นที่ให้เกิดการต่อรองทางการเมืองในหลายระดับ

สุริยะใสมองว่า โครงสร้างดังกล่าวทำให้สถานการณ์ทางการเมืองมีลักษณะใกล้เคียงกับการมีรัฐบาลพรรคเดียวในบางมิติ โดยในเวลานี้พรรคเพื่อไทยสามารถทำงานร่วมกับพรรคกล้าธรรมได้ แต่หากจะให้พรรคกล้าธรรมกับพรรคเพื่อไทยรวมกัน แล้วดึงพรรคประชาชนเข้ามาร่วมรัฐบาลด้วยนั้น เขามองว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก

ดังนั้น พรรคประชาชนจึงอาจมีทางเลือกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดคือการเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ขณะที่จำนวนเสียงประมาณ 190 เสียงทำให้พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจต่อรองสูงมาก

สุริยะใสอธิบายว่า โดยปกติพรรคอันดับหนึ่งและอันดับสองไม่ควรมีจำนวนเสียงห่างกันมาก แต่สถานการณ์ปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยมีจำนวนเสียงห่างกันเกือบ 120 เสียง ซึ่งถือว่ามาก

หากช่องว่างอยู่ที่ประมาณ 30 เสียง หรืออย่างมากประมาณ 60 เสียง ยังพอสามารถบริหารจัดการและต่อรองกันได้ แต่เมื่อช่องว่างสูงเกือบ 120 เสียง ทำให้มีอำนาจต่อรองแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ดังนั้น ตามมุมมองของสุริยะใส “กำแพงทางการเมือง” ในเวลานี้มีทั้งกำแพงที่รัฐบาลอาจใช้เป็นวาทกรรมตอบโต้ฝ่ายค้าน และกำแพงที่พรรคการเมืองอาจสร้างขึ้นเองจากจุดยืนและเงื่อนไขในการร่วมมือกับฝ่ายอื่น ขณะที่คดีฮั้ว สว. แม้ท้ายที่สุดต้องไปจบที่ศาล แต่ระหว่างทางยังมีตัวแปรทางการเมืองอีกหลายด้าน ทั้งการปรับ ครม. การอภิปรายไม่ไว้วางใจ กระแส “งูเห่าสีเขียว” ภาวะเศรษฐกิจ และปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งล้วนมีโอกาสทำให้สมการการเมืองเปลี่ยนไป

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์