ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ผ่านรายการ “สนามข่าว 96” ถึงกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมยุบรวมเข้ากับพรรคภูมิใจไทย ว่า มีแนวโน้มเป็นการเข้าร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล มากกว่าการควบรวมพรรคการเมือง เนื่องจากมีข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบรวมพรรคในช่วงที่สภายังอยู่ระหว่างวาระการประชุม
การควบรวมพรรคสามารถดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยในกรณีที่พรรคการเมืองต้องการควบรวมกัน จะต้องจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่ ไม่ใช่การที่พรรคหนึ่งเข้าไปรวมกับอีกพรรคหนึ่งโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งมีอำนาจครอบงำอีกพรรคหนึ่ง
ส่วนกรณีที่เคยเกิดขึ้นในยุคของไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งยุบพรรคของตนเองแล้วไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐนั้น เป็นกรณีที่มีความแตกต่าง เพราะเกี่ยวข้องกับบุคคลเพียงคนเดียวและเป็น สส.บัญชีรายชื่อ จึงมีรายละเอียดที่สามารถตีความได้ง่ายกว่า
‘ธรรมนัส’ ไม่อยากกลับไปเป็นลูกไล่ใคร
สำหรับแนวทางที่พรรคกล้าธรรมอาจใช้วิธีให้สมาชิกลงมติแตกต่างจากมติพรรค เพื่อเปิดทางให้สมาชิกบางส่วนถูกขับออกจากพรรคแล้วไปสังกัดพรรคอื่น ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า วิธีดังกล่าวมีความซับซ้อนและอาจทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความย้อนแย้งระหว่างมติพรรคกับการลงมติของ สส.
เขามองว่า การรอให้พรรคภูมิใจไทยเชิญพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลโดยตรง น่าจะเป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากกว่า พร้อมประเมินว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่น่าจะเลือกยุบพรรคของตัวเองเพื่อไปรวมกับพรรคอื่น เนื่องจากมีประสบการณ์ทางการเมืองที่ทำให้เห็นถึงข้อจำกัดของการเป็นสมาชิกพรรคที่ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด
ผศ.ดร.วันวิชิตอธิบายว่า ในช่วงที่ธรรมนัสอยู่กับพรรคเพื่อไทย แม้จะได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ แต่ผลตอบแทนทางการเมืองอาจไม่สอดคล้องกับบทบาทที่ทำ ขณะที่การอยู่กับพลังประชารัฐในยุคที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้นำ แม้จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดจากการไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารพรรค
หากต้องย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ธรรมนัสก็อาจต้องเผชิญสถานการณ์ลักษณะเดิมอีกครั้ง เพราะพรรคมีผู้ร่วมก่อตั้งและกลุ่มการเมืองหลายกลุ่มที่ต่างมีอำนาจต่อรองของตัวเอง
ด้วยเหตุนี้ การรักษาพรรคกล้าธรรมไว้ในฐานะพรรคการเมืองของตัวเองจึงทำให้ธรรมนัสมีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากกว่า
‘ภูมิใจไทย’ ได้อะไรจากการดึง ‘กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาล
แม้รัฐบาลจะยังมีเสียงข้างมากในสภา แต่การนำพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลอาจมีประโยชน์ในเชิงอำนาจต่อรอง โดย ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคใดมีอำนาจต่อรองมากเกินไป
ไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะงดออกเสียงหรือสนับสนุนรัฐบาลในการลงมติต่าง ๆ พรรคภูมิใจไทยก็อาจได้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายค้านยังไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะเปิดพื้นที่หารือกับพรรคกล้าธรรมอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลในเวลานี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะการที่พรรคภูมิใจไทยต้องตอบคำถามของสังคมว่า เหตุใดจึงไม่ดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมตั้งแต่แรก และเงื่อนไขที่เคยเป็นข้อกังวลก่อนหน้านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
อีกประเด็นหนึ่งคือสมาชิกพรรคกล้าธรรมบางคนยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า หากพรรคภูมิใจไทยดึงกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลในช่วงที่ประเด็นเหล่านี้ยังไม่คลี่คลาย ก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์และทุนสีเทา
หากประเด็นทางกฎหมายยังไม่มีข้อยุติ การอธิบายต่อสังคมถึงเหตุผลในการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลก็จะทำได้ยากขึ้น
ดีลการเมืองอาจต้องรอถึงปีหน้า
ผศ.ดร.วันวิชิตประเมินว่า การที่พรรคภูมิใจไทยยังไม่ตัดสินใจดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลในเวลานี้ อาจเป็นการรอจังหวะที่เหมาะสม และอาจมีการส่งสัญญาณหรือทำความเข้าใจกันล่วงหน้าระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกูล กับธรรมนัส พรหมเผ่า
เขามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองมีลักษณะเป็นเพื่อนที่พูดคุยกันรู้เรื่อง เนื่องจากมีอายุใกล้เคียงกัน แตกต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองที่อยู่ในสถานะนายกับลูกน้อง
อย่างไรก็ตาม การจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลยังมีอุปสรรคเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะพรรคกล้าธรรมมี สส.จำนวน 58 เสียง การจัดสรรตำแหน่งให้เหมาะสมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
หากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล ย่อมต้องมีการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีใหม่ และอาจต้องแบ่งตำแหน่งจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะกระทบต่อความพึงพอใจของกลุ่มการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาล
ผศ.ดร.วันวิชิตยกตัวอย่างว่า หากมีการปรับสัดส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้พรรคกล้าธรรมกลับไปดูแลกระทรวงดังกล่าว ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้รับกระทรวงคมนาคมและตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ เพิ่มเติม พรรคเพื่อไทยอาจยอมรับข้อตกลงได้ แต่ในฝั่งภูมิใจไทยก็อาจเกิดแรงกระเพื่อม เพราะยังมี สส.และกลุ่มบ้านใหญ่หลายกลุ่มที่รอรับตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่เช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองในภาคอีสาน ภาคใต้ หรือกลุ่มตระกูลสะสมทรัพย์ ต่างก็มีความคาดหวังที่จะได้รับตำแหน่งจากการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย แต่หากต้องแบ่งโควตาให้พรรคกล้าธรรมเพิ่มเติม ก็อาจทำให้การจัดสรรตำแหน่งภายในพรรคมีความยุ่งยากขึ้น
‘กล้าธรรม’ อาจเป็น “เสือติดปีก” กระทบยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ‘ภูมิใจไทย’
อีกปัจจัยที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ คือผลกระทบต่อยุทธศาสตร์การเลือกตั้งในอนาคต
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า หากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล ก็อาจทำให้พรรคมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การแข่งขันทางการเมืองสูสี การดึงกล้าธรรมเข้ามาจึงอาจกลายเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองให้คู่แข่งทางการเมืองของภูมิใจไทยเอง
ในบางพื้นที่ พรรคภูมิใจไทยอาจต้องแข่งขันกับพรรคกล้าธรรมโดยตรง การทำให้กล้าธรรมมีความแข็งแกร่งขึ้นจึงไม่ได้เป็นหลักประกันว่าภูมิใจไทยจะได้ประโยชน์เสมอไป และอาจทำให้ สส.ของภูมิใจไทยต้องทำงานหนักขึ้นในการรักษาฐานเสียงของตัวเอง
ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลจึงต้องพิจารณาทั้งผลประโยชน์ระยะสั้นด้านเสียงสนับสนุนในสภา และผลกระทบระยะยาวต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
รัฐมนตรีต้องใช้เวลาขับเคลื่อนนโยบาย
กรณีกระแสข่าวการจัดสรรกระทรวงใหม่ โดยเฉพาะข่าวที่เชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์และตำแหน่งของศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงข่าวลือว่านฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อาจเข้ามารับตำแหน่งแทนนั้น ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีในช่วงเวลานี้ พรรคภูมิใจไทยอาจได้รับผลกระทบทางการเมืองอย่างมาก
เนื่องจากการทำงานของรัฐมนตรีจำเป็นต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ให้เห็นผลอย่างต่อเนื่อง หากเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีหลังทำงานมาเพียง 6–7 เดือน ก็อาจยังไม่สามารถประเมินผลงานได้ครบถ้วนตามกรอบเวลาประมาณหนึ่งปี
ขณะเดียวกัน เขาตั้งข้อสังเกตถึงผลงานของรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรมในกระทรวงต่าง ๆ โดยเฉพาะกระทรวงที่พรรคเคยกำกับดูแล นอกเหนือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถูกเคลมว่าเป็นกระทรวงที่พรรคมีผลงาน
ประเด็นนี้จึงเป็นอีกคำถามที่พรรคภูมิใจไทยต้องพิจารณา หากจะจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้พรรคกล้าธรรมเพิ่มเติม เพราะการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางการเมืองย่อมต้องมีเหตุผลรองรับและอธิบายต่อสังคมได้
การเมืองไทยไม่มีอะไรแน่นอน แม้รัฐบาลมีเสียงข้างมาก
เมื่อประเมินว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องพิจารณาเรื่องการเพิ่มพรรคกล้าธรรม ทั้งที่ปัจจุบันยังมีเสียงข้างมากในสภา ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า การเมืองไทยมีความไม่แน่นอนและสามารถเกิดการต่อรองได้ตลอดเวลา แม้รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนจำนวนมากก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากความเคลื่อนไหวภายใน
เขายกตัวอย่างสถานการณ์ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งแม้จะมีอำนาจและเสียงสนับสนุนในสภาอย่างมาก แต่ก็ยังเคยเกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มุ่งเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจ จนต้องมีการเรียก สส.เข้าหารือเป็นรายบุคคล
ดังนั้น การที่รัฐบาลพยายามรักษาเสถียรภาพและประเมินความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลอยู่เสมอ จึงเป็นเรื่องของการไม่ประมาท
ผศ.ดร.วันวิชิตยังตั้งข้อสังเกตว่า ผลการลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีแต่ละคนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจเป็นตัวชี้วัดความสัมพันธ์ภายในรัฐบาลได้ หากรัฐมนตรีบางคนได้รับคะแนนสนับสนุนน้อยกว่าคนอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจทำให้เกิดคำถามว่ามีกลุ่มการเมืองใดไม่สนับสนุนรัฐมนตรีคนนั้นหรือไม่ และผลดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลในการพิจารณาปรับเปลี่ยนตำแหน่งในอนาคต
‘เขียว–แดง’ จับมือคาน ‘น้ำเงิน’ ยังมีข้อจำกัดในพื้นที่เลือกตั้ง
สำหรับกระแสข่าวที่ว่าพรรคกล้าธรรมอาจจับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อคานอำนาจพรรคภูมิใจไทย ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ยังไม่ใช่แนวทางที่เป็นไปได้ง่ายนัก เนื่องจากทั้งสองพรรคแข่งขันกันอย่างหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือ
แม้แกนนำระดับประเทศอาจมีช่องทางพูดคุยกันได้ แต่ในระดับ สส.และการเมืองท้องถิ่น ทั้งสองพรรคต่างมีฐานเสียงและเป้าหมายในการเลือกตั้งที่ทับซ้อนกัน พรรคกล้าธรรมไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเข้มแข็ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยเองก็อาจไม่ต้องการให้กล้าธรรมขยายอำนาจผ่านการเข้าร่วมรัฐบาล
ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า ในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ พรรคกล้าธรรมสามารถแทรกตัวเข้าไปแข่งขันและคว้าที่นั่งได้ ขณะที่พรรคเพื่อไทยสูญเสียที่นั่งบางส่วนจากการแข่งขันดังกล่าว ส่วนพรรคภูมิใจไทยเองก็ไม่ได้มีฐานที่นั่งในบางพื้นที่เหล่านี้มากนัก
สถานการณ์จึงอาจทำให้พรรคภูมิใจไทยได้ประโยชน์จากการแข่งขันระหว่างพรรคกล้าธรรมกับพรรคเพื่อไทย โดยไม่จำเป็นต้องรีบดึงกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลทันที เพราะการที่ทั้งสองพรรคยังคานอำนาจกันเองก็อาจเป็นประโยชน์ต่อภูมิใจไทยในเชิงยุทธศาสตร์
หากเข้าร่วมรัฐบาล ‘กล้าธรรม’ ต้องเคลียร์ปัญหาตัวเองก่อน
ผศ.ดร.วันวิชิตประเมินว่า หากพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลในระยะนี้ แนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการเข้าร่วมในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล โดยยังไม่ถึงขั้นควบรวมพรรค และต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม พรรคกล้าธรรมจำเป็นต้องจัดการประเด็นปัญหาของสมาชิกบางคนให้มีความชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและประเด็นทางกฎหมาย ซึ่งสังคมยังตั้งคำถามและรอความคืบหน้า
หากปัญหาเหล่านี้ยังไม่คลี่คลาย พรรคภูมิใจไทยก็อาจต้องรับแรงกดดันจากการนำพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล และต้องตอบคำถามต่อสังคมมากขึ้นว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีเหตุผลอย่างไร
นอกจากนี้ ผศ.ดร.วันวิชิตยังมองว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นตำแหน่งที่พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญมากที่สุด ขณะที่กระทรวงอื่นอาจเป็นผลพลอยได้จากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากพรรคไม่ได้แสดงความต้องการตำแหน่งในกระทรวงอื่นอย่างโดดเด่นเท่ากับกระทรวงเกษตรฯ
จับตาศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ‘ไชยชนก-ลูกเทพ’ อาจถูกจัดหนัก
ในประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า สิ่งที่น่าจับตามองคือความสามารถของรัฐมนตรีแต่ละคนในการตอบคำถามและรับมือกับข้อมูลหรือหลักฐานที่ฝ่ายค้านจะนำมาเปิดเผย
เขาประเมินว่า ไชยชนก ชิดชอบ อาจเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายอย่างหนัก โดยต้องติดตามว่าฝ่ายค้านจะนำข้อมูลหรือหลักฐานใดมาเปิดเผย และรัฐมนตรีรวมถึงทีมงานจะสามารถชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ ได้มากน้อยเพียงใด
นอกจากไชยชนกแล้ว รัฐมนตรีคนอื่น ๆ โดยเฉพาะ “รัฐมนตรีลูกเทพ” ก็ต้องพิสูจน์ความสามารถในการชี้แจงและรักษาความน่าเชื่อถือของตัวเองระหว่างการอภิปราย
ส่วนกรณีของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า มีผลงานและต้นทุนจากการทำงานที่สามารถนำมาพิจารณาประกอบได้ การอภิปรายรัฐมนตรีรายนี้จึงต้องพิจารณาจากเนื้องานและข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากฝ่ายค้านหยิบประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับผลงานหรือข้อเท็จจริงมาใช้โจมตี ก็อาจกลายเป็นผลเสียย้อนกลับไปยังฝ่ายค้านเองได้




