รายการ “สนามข่าว 96” ส่องประเด็นแต่งตั้งทีมที่ปรึกษา ‘ผู้ว่าฯ ชัชชาติ’ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ กทม. กำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญ หลังได้รับฉันทามติและความคาดหวังจากประชาชนจำนวนมาก
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์การแต่งตั้ง “ทีมที่ปรึกษา” (คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) ของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. โดยมองว่าเป็นการจัดวางทีมงานที่น่าสนใจท่ามกลางสถานการณ์ที่ กทม. กำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งเหตุการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่เมืองและปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า การเข้ามารับตำแหน่งของผู้ว่าฯ ชัชชาติ เกิดขึ้นพร้อมกับความคาดหวังสูงจากประชาชน เนื่องจากได้รับคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับปัญหาของกรุงเทพมหานครที่มีความซับซ้อนและฝังรากลึก ไม่ว่าจะเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐาน การบังคับใช้กฎหมาย หรือการกำกับดูแลสถานประกอบการต่าง ๆ
ชี้เหตุสะเทือนขวัญในเมืองหลวงสะท้อนปัญหาสะสมของระบบราชการ
ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีเพลิงไหม้สถานบันเทิงในพื้นที่ลาดพร้าว สะท้อนให้เห็นปัญหาการปล่อยปละละเลยของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับเขต ตำรวจ และฝ่ายกำกับดูแลอื่น ๆ
ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ควรถูกโยนความรับผิดชอบไปยังผู้ว่าฯ กทม. เพียงฝ่ายเดียว เพราะเป็นผลมาจากระบบราชการที่ขาดความเข้มงวดในการกำกับดูแลมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุญาต การตรวจสอบพื้นที่ การควบคุมโซนนิ่ง ไปจนถึงการติดตามมาตรฐานความปลอดภัย
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจสอบของหน่วยงานรัฐจำนวนมากยังเป็นลักษณะเชิงพิธีกรรม มากกว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ส่งผลให้ปัญหาต่าง ๆ สะสมจนเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในที่สุด
มองทีมที่ปรึกษาชุดใหม่มีศักยภาพมากกว่าหลายชุดในอดีต
เมื่อถูกถามถึงรายชื่อคณะที่ปรึกษาชุดใหม่ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า ทีมชุดนี้มีความน่าสนใจและมีศักยภาพมากกว่าหลายชุดในอดีต เพราะรวบรวมบุคคลจากหลากหลายสาขาเข้ามาช่วยงาน
เริ่มตั้งแต่ ‘บิ๊กแป๊ะ’ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นประธานที่ปรึกษา โดยมองว่าจุดแข็งสำคัญของ พล.อ.นิพัทธ์ คือประสบการณ์การบริหารระดับสูง การประสานงาน และความเชี่ยวชาญด้านงานข่าวและการประเมินสถานการณ์
ชู ‘บิ๊กแป๊ะ’ เติมมิติด้านยุทธศาสตร์และการประสานงาน
แม้หลายฝ่ายจะตั้งคำถามว่าบุคลิกและประสบการณ์ของ พล.อ.นิพัทธ์ ดูไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจของกรุงเทพมหานคร แต่ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า การแต่งตั้งดังกล่าวน่าจะสะท้อนทั้งความไว้วางใจส่วนตัวระหว่างผู้ว่าฯ ชัชชาติ กับอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม รวมถึงยุทธศาสตร์ทางการเมืองในระยะยาว
พร้อมอธิบายว่า การดึงบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากเครือข่ายข้าราชการ อดีตทหาร และกลุ่มอนุรักษนิยม เข้ามาอยู่ในทีม จะช่วยขยายฐานการยอมรับของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ไปสู่กลุ่มการเมืองและสังคมที่หลากหลายมากขึ้น
และมองว่าหากในอนาคต ชัชชาติ มีบทบาททางการเมืองที่ใหญ่กว่าระดับท้องถิ่น การมีเครือข่ายจากหลายกลุ่มอยู่รายรอบตั้งแต่วันนี้ จะช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือทางการเมืองได้
ยก ‘พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์’ ตัวจริงด้านผังเมือง
อีกหนึ่งรายชื่อที่ ผศ.ดร.วันวิชิต ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมองว่านี่คือผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและการพัฒนาเมืองโดยตรง ผ่านการศึกษาและทำงานวิชาการเกี่ยวกับมหานครขนาดใหญ่ในต่างประเทศมาอย่างยาวนาน
สำหรับกรุงเทพมหานครซึ่งกำลังเผชิญโจทย์เรื่องการขยายตัวของเมือง การจัดสรรพื้นที่ การอนุรักษ์พื้นที่เก่า และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน ความรู้ด้านผังเมืองถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต
ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า การดึงนักวิชาการลักษณะนี้เข้ามาเป็นที่ปรึกษา จะช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความรอบคอบและตั้งอยู่บนองค์ความรู้มากขึ้น
มอง ‘หมอทัวร์’ ช่วยเสริมมิติสาธารณสุขเมือง
ระหว่างการสนทนา ผู้ดำเนินรายการยังกล่าวถึง “หมอทัวร์” รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพี่ชายฝาแฝดของชัชชาติ และได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้วย
ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่ากรณีดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากทั้งสองคนเคยถูกมองว่ามีมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างกันในบางช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม การทำงานเพื่อแก้ปัญหาเมืองไม่จำเป็นต้องยึดติดกับความแตกต่างทางอุดมการณ์ เพราะเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
นอกจากนี้ รศ.นพ.ฉันชาย ยังมีความเชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและการบริหารทางการแพทย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสุขภาพเมือง การดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน และการสร้างเครือข่ายด้านสาธารณสุขในระดับชุมชน
ขณะเดียวกันยังมองว่า หากกรุงเทพมหานครสามารถพัฒนาระบบสาธารณสุขเมืองได้สำเร็จ ก็อาจกลายเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดปริมณฑลและพื้นที่อื่นของประเทศได้ในอนาคต
‘อากง’ ยังมีบทบาทในฐานะคนใกล้ชิดและผู้ประสานงานสำคัญ
เมื่อถูกถามถึงบทบาทของ ‘ต่อศักดิ์ โชติมงคล’ ประธานที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกถล่มหนักจากข้อครหา “ระบอบอากง” ยังคงมีบทบาทอยู่ในทีมงานของผู้ว่าฯ นั้น ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าเป็นเรื่องของความไว้วางใจและความสัมพันธ์ในการทำงานที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งเห็นว่า ต่อศักดิ์เป็นบุคคลที่มีบทบาทด้านการประสานงานและเป็นหนึ่งในเครือข่ายสำคัญที่ร่วมงานกับนายชัชชาติมาเป็นเวลานาน การที่ยังคงมีชื่ออยู่ในทีมงานจึงสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ว่าฯ กทม. ที่มีต่อบุคคลใกล้ชิดซึ่งเคยร่วมฝ่าฟันแรงกดดันทางการเมืองมาตั้งแต่ช่วงหาเสียง
พร้อมชี้ว่าการเปิดโอกาสให้บุคคลที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือถูกตั้งข้อสงสัยทางการเมืองได้ทำงานต่อ ถือเป็นการให้โอกาสพิสูจน์ตัวเองผ่านผลงานมากกว่าการตัดสินจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์เพียงอย่างเดียว
ย้ำที่ปรึกษา 20 คนต้องถูกใช้ศักยภาพจริง
ช่วงท้ายของการสนทนา ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวถึงจำนวนคณะที่ปรึกษาซึ่งมีราว 20 คน โดยมองว่าแม้จะมีจำนวนมาก แต่เป็นการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาอย่างครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ความสำเร็จของคณะที่ปรึกษาจะไม่อยู่ที่จำนวนบุคคลหรือความโดดเด่นของรายชื่อ แต่อยู่ที่การนำศักยภาพของแต่ละคนมาใช้จริงในการขับเคลื่อนนโยบาย
เขายังเปรียบเทียบกับบางหน่วยงานของรัฐที่มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือคณะทำงานจำนวนมาก แต่กลับไม่มีบทบาทในการทำงานจริง จนกลายเป็นเพียงตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์หรือใช้สร้างเครดิตทางสังคมและการเมือง
ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า การจัดทัพคณะที่ปรึกษาของชัชชาติ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการบริหารกรุงเทพมหานครในระยะสั้น แต่ยังสะท้อนความพยายามรวบรวมบุคลากรจากหลากหลายวงการ ทั้งอดีตข้าราชการ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และเครือข่ายทางการเมือง เข้ามาช่วยกันแก้ปัญหาเมืองที่มีความซับซ้อน
แต่บทพิสูจน์สำคัญยังอยู่ที่การทำงานในระยะต่อจากนี้ ว่าความหลากหลายของทีมที่ปรึกษาจะสามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์เชิงนโยบายและการแก้ปัญหาที่ประชาชนสัมผัสได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของกรุงเทพมหานครที่รอการแก้ไขอยู่อีกเป็นจำนวนมาก




