ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมพูดคุยในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ซึ่งเบื้องต้นรัฐบาลวางกรอบเวลาไว้ระหว่างวันที่ 27-30 ตุลาคมนี้ โดยมองว่าโจทย์สำคัญอยู่ที่การบริหารจัดสรรเวลาให้เหมาะสมกับจำนวนรัฐมนตรีและน้ำหนักของแต่ละประเด็น โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รับผิดชอบภาพรวมของรัฐบาล ซึ่งย่อมถูกฝ่ายค้านอภิปรายอย่างหนัก
จัดสรรเวลา 18 รัฐมนตรี ชี้วัดน้ำหนักศึกซักฟอก
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ต้องบริหารเวลาให้เกิดความสมดุล ไม่ให้น้ำหนักกับรัฐมนตรีบางคนมากเกินไปจนเกิดคำถามว่าเหตุใดบางคนได้รับเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ขณะที่บางคนถูกอภิปรายยาวนานถึงวันครึ่ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในการอภิปรายรายบุคคลที่มีรัฐมนตรีถูกอภิปรายจำนวนมากในอดีต
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีควรเป็นบุคคลที่ถูกอภิปรายหนักที่สุด เพราะเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารประเทศในภาพรวม ขณะเดียวกัน การเปิดโอกาสให้ สส.ฝ่ายค้านหน้าใหม่ได้แสดงบทบาทและสร้างการยอมรับทางการเมืองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้มีผู้ร่วมอภิปรายจำนวนมาก
สำหรับประเด็นหลักที่คาดว่าจะมีน้ำหนักในการอภิปราย ได้แก่ คดีฮั้ว สว. ธุรกิจสีเทา และขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงหลายกระทรวงและรัฐมนตรีหลายคนได้ การอภิปรายจึงอาจเน้นประเด็นใหญ่ที่เกี่ยวข้องกัน มากกว่าการแยกอภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามลำดับ
หากฝ่ายค้านวางประเด็นเชื่อมโยงไปถึงหลายกระทรวง รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอาจต้องลุกขึ้นชี้แจงร่วมกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่าอาจต้องขอให้รัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยเข้ามาช่วยอภิปรายหรือชี้แจงในบางเรื่อง เช่น ประเด็นการบริหารจัดการน้ำที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพียงฝ่ายเดียว
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ท่าทีดังกล่าวอาจเป็นการวางเกมทางการเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระแสว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบ และแสดงให้เห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมช่วยกันชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ
จับตาไชยชนกและรัฐมนตรีคนหนุ่ม ถูกฝ่ายค้านลองของ
ผศ.ดร.วันวิชิตประเมินว่า ไชยชนก ชิดชอบ, ทรงศักดิ์ ทองศรี รวมถึงบุคคลที่เชื่อมโยงกับ เนวิน ชิดชอบ อาจเป็นกลุ่มที่ถูกอภิปรายอย่างหนัก โดยเฉพาะรัฐมนตรีคนหนุ่มหรือกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ” ซึ่งฝ่ายค้านอาจใช้เวทีนี้ตั้งคำถามถึงประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการบริหารงาน
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าข้อความและถ้อยคำรุนแรงที่ฝ่ายค้านใช้กล่าวถึงรัฐมนตรีทั้ง 18 คนในญัตติ จะสะท้อนเนื้อหาการอภิปรายจริงมากน้อยเพียงใด เพราะการใช้ถ้อยคำที่ดึงดูดความสนใจอาจช่วยสร้างกระแสได้ แต่สิ่งสำคัญคือฝ่ายค้านต้องแสดงให้เห็นว่าข้อกล่าวหาแต่ละประเด็นมีน้ำหนักและมีข้อมูลรองรับ
หากฝ่ายค้านสามารถเรียบเรียงข้อกล่าวหาเป็นลำดับเหตุการณ์ เชื่อมโยงข้อมูลและหลักฐานได้อย่างชัดเจน ก็จะทำให้การอภิปรายมีน้ำหนักมากขึ้น แต่หากมีข้อจำกัดด้านเวลา ฝ่ายค้านอาจนำข้อมูลไปขยายผลต่อภายนอกสภา เพื่อรักษาความต่อเนื่องของประเด็นและพื้นที่สื่อ เช่นเดียวกับกรณีของรังสิมันต์ โรม ที่เคยนำประเด็นจากการอภิปรายไปต่อยอดในการตรวจสอบและสื่อสารต่อสาธารณะ
เสียงฝ่ายค้านอาจไม่เปลี่ยนรัฐบาล แต่กระทบความเชื่อมั่น
ผศ.ดร.วันวิชิตประเมินว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยตรง แต่สามารถสร้างแรงกดดันผ่านการตั้งคำถามต่อความเชื่อมั่นและประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลได้
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือท่าทีของพรรคกล้าธรรมว่าจะลงมติอย่างไร จะสนับสนุนรัฐบาล ลงมติสวนทางกับฝ่ายค้าน หรือเลือกที่จะไม่แสดงบทบาทมากนัก เนื่องจากพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็กอื่น ๆ ไม่ได้ดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมวางแผนการอภิปรายตั้งแต่ต้น
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า เหตุผลสำคัญอาจอยู่ที่กลยุทธ์ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะหากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมอภิปรายด้วย ก็อาจมุ่งโจมตีประเด็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคกล้าธรรมติดตามมาโดยตลอด ส่งผลให้แนวทางการอภิปรายของฝ่ายค้านเปลี่ยนไป และทำให้ประเด็นกระจายออกจากเป้าหมายที่วางไว้
การแบ่งบทบาทให้แต่ละพรรคมุ่งตรวจสอบรัฐบาลในประเด็นที่แตกต่างกัน จึงอาจช่วยให้ฝ่ายค้านควบคุมทิศทางและน้ำหนักของการอภิปรายได้มากกว่า
สูตรแดง-ส้ม-ฟ้า ยังห่างไกลความเป็นจริง
สำหรับกระแสการจัดตั้งรัฐบาลสูตรใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วม ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่เพิ่งกลับมาเป็นรัฐบาลได้ประมาณ 6 เดือน และกำลังสะสมต้นทุนทางการเมืองกลับคืนมา จึงไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องรับแรงกดดันทางการเมืองร่วมกับพรรคอื่นโดยไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องคำนึงถึงท่าทีของผู้ใหญ่ในพรรค หากจะกลับไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะเมื่อยังมีประเด็นความสัมพันธ์กับทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องพิจารณา อีกทั้งแม้ในช่วงที่ผ่านมาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพริษฐ์ วัชรสินธุ จะทำงานสนับสนุนกันในประเด็นการอภิปรายก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การจับมือจัดตั้งรัฐบาล
ส่วนพรรคกล้าธรรมมีแนวโน้มต้องการเป็นรัฐบาลมากกว่าการเข้าร่วมสูตรทางการเมืองดังกล่าว ขณะที่พรรคประชาชนแสดงท่าทีไม่สนับสนุนการร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ทำให้ทางเลือกของพรรคกล้าธรรมยังคงอยู่ที่การรอร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่า
ดังนั้น กระแสการจับขั้วการเมืองใหม่จึงอาจเป็นเพียงการสร้างแรงกดดันและความหวาดระแวงระหว่างพรรคการเมือง มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง
รัฐบาล 6 เดือน ต้องโชว์ผลงานให้ประชาชนเห็น
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า รัฐบาลยังสามารถชี้แจงผลงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาได้ในหลายด้าน ไม่ใช่เฉพาะมาตรการเยียวยาหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รวมถึงนโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ซึ่งกระทรวงกลาโหมมีความคืบหน้าในหลายเรื่อง
ตัวอย่างหนึ่งคือการจัดตั้งหมู่บ้านยุทธศาสตร์ในพื้นที่น้ำยืน โดยเปิดโอกาสให้ทหารผ่านศึกและทหารพรานเข้าใช้พื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของแนวป้องกัน เพื่อเสริมความมั่นคงและสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลพื้นที่ชายแดน
ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่า ประเด็นความมั่นคงเป็นหนึ่งในผลงานที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยสามารถนำเสนอให้ประชาชนเห็นได้ เพราะสอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชนและกระแสชาตินิยมที่เป็นส่วนหนึ่งของฐานสนับสนุนรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่าการเข้ามาบริหารประเทศในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาได้สร้างผลลัพธ์อะไรบ้าง ขณะเดียวกัน ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและการกระทำผิดต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรณีทุจริตสอบและปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านมีแนวโน้มนำมาอภิปราย
ปมสแกมเมอร์และกรณีสามี สส.สุชาดา อาจขยายวงในสภาฯ
สำหรับประเด็นสแกมเมอร์ รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับสามีของสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.พรรคภูมิใจไทย ผศ.ดร.วันวิชิตประเมินว่า ฝ่ายค้านอาจพยายามขยายประเด็นให้เชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ผลของการอภิปรายจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคลที่ถูกพาดพิงในการนำข้อมูลมาชี้แจง หักล้างข้อกล่าวหา หรืออธิบายความเกี่ยวข้องของบุคคลต่าง ๆ ให้ชัดเจน หากฝ่ายค้านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้เป็นระบบ ประเด็นดังกล่าวก็อาจขยายวงกว้างและสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลได้มากขึ้น
ท้ายที่สุด แม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้อาจไม่ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงในทันที แต่จะเป็นบททดสอบสำคัญทั้งต่อความสามารถในการชี้แจงของรัฐมนตรี และต่อการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลมีผลงานและจัดการกับปัญหาที่ถูกตั้งคำถามได้จริงมากน้อยเพียงใด




