2 ปีไร้บทสรุป! คดี ‘ฮั้ว สว.’ ยืดเยื้อ

14 ก.ค. 2569 - 13:30

  • ‘สมชาย แสวงการ’ วิเคราะห์คดี “ฮั้ว สว.” ในรายการ ”สนามข่าว 96’ ชี้คดีหลัก 229 รายยังอยู่ในอำนาจ กกต. และมีสำนวนสอบสวนยาวกว่า 80,000 หน้า

  • อดีต สว. ระบุว่าพยานหลักฐานทั้งเส้นทางการเงิน แชตไลน์ ภาพวงจรปิด และข้อมูล Cell Site ถูกนำมาเชื่อมโยงถึงการดำเนินการเป็นเครือข่าย

  • พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อความล่าช้าของกระบวนการสอบสวน และผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรอิสระ หากคดียังไม่สามารถหาข้อยุติได้

2 ปีไร้บทสรุป! คดี ‘ฮั้ว สว.’ ยืดเยื้อ

บนเส้นทางอันลากยาวกว่า 2 ปี! อดีต สว. ‘สมชาย แสวงการ’ วิเคราะห์ผ่านรายการ “สนามข่าว 96” ถึงคดี “ฮั้ว สว.” ที่เต็มไปด้วยหลักฐาน พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการสอบสวนและบทบาท กกต.

สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้ความเห็นต่อความคืบหน้าคดี “ฮั้ว สว.” โดยระบุว่าคดีดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และมีพยานหลักฐานจำนวนมากที่สะท้อนถึงการดำเนินการในลักษณะเป็นขบวนการ

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นภายหลังปรากฏข่าวว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีกับบุคคล 8 ราย ซึ่งหลายฝ่ายอาจเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของคดีฮั้ว สว. ทั้งหมด

สมชายอธิบายว่า คดีที่ดีเอสไอดำเนินการในขณะนี้เป็นคดีในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับคดีการฮั้วเลือก สว. ที่อยู่ในอำนาจของ กกต. โดยคดีหลักมีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 ราย และอยู่ในสำนวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งมีเอกสารหลักฐานรวมมากกว่า 80,000 หน้า

สำหรับบุคคล 8 รายที่ถูกดำเนินคดีนั้น คาดว่าเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดการด้านการเงินหรือการสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่าย เช่น การชำระค่าโรงแรม ค่าเดินทาง ค่าจัดทำเอกสาร หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้อย่างชัดเจน ขณะที่สำนวนดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการก่อนตัดสินใจส่งฟ้องต่อศาล

กกต. มีอำนาจสอบได้ตลอดวาระ สว.

สมชายระบุว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน กกต. มีอำนาจดำเนินการไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งได้ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้ได้รับเลือก ต่างจากกฎหมายในอดีตที่กำหนดกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจน

ในกรณีของ สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีวาระ 5 ปี หมายความว่า กกต. สามารถดำเนินการตรวจสอบและส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาได้ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า สำนวนที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และชุดที่ 36 ดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ควรเข้าสู่การพิจารณาของ กกต. ภายใน 90 วัน แต่จนถึงปัจจุบันคดีได้ยืดเยื้อเกินกว่า 2 ปี นับจากการเลือก สว. เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ทำให้สังคมจับตาว่า กกต. จะมีมติอย่างไรต่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้

หลักฐานจำนวนมากชี้ถึงการทำงานเป็นเครือข่าย

อดีตสมาชิกวุฒิสภารายนี้ระบุว่า หาก กกต. พิจารณาสำนวนทั้งหมด จะพบว่ามีพยานหลักฐานหลากหลายประเภทที่เชื่อมโยงถึงการดำเนินการเป็นขบวนการ ไม่ว่าจะเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดจำนวนมาก ภาพถ่ายจากสถานที่เลือกตั้งระดับประเทศ พยานบุคคล พยานเอกสาร หลักฐานการโอนเงิน ข้อมูลการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ตลอดจนข้อมูล Cell Site จากโทรศัพท์มือถือ

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการรวมตัวและการจัดเตรียมสถานที่พักในหลายจังหวัด อาทิ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการก่อนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง

สมชายอ้างถึงแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเลือกตั้งหลายคดีที่ผ่านมา โดยเฉพาะคดีในจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา ที่ศาลเคยรับฟังพยานหลักฐานจากการสื่อสารผ่านแชตไลน์และคำให้การของพยานบุคคล เพื่อประกอบการวินิจฉัยว่ามีการกระทำในลักษณะฮั้วเลือกตั้ง แม้ในบางกรณีจะไม่มีหลักฐานการโอนเงินโดยตรงก็ตาม

กระแสข่าว กกต.อาจส่งฟ้องเพียงบางส่วน

สมชายเปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากบุคคลในแวดวงที่เกี่ยวข้องว่า แนวทางหนึ่งที่ กกต. อาจเลือกใช้ คือการพิจารณาส่งฟ้องเป็นรายบุคคล มากกว่าการดำเนินการพร้อมกันต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด

แม้ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่เขามองว่าเป็นแนวทางที่อาจช่วยลดความเสี่ยงที่ กกต. จะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา กกต. ดำเนินคดีกับผู้สมัครที่ไม่ได้รับเลือกจำนวนมาก แต่กลับมีการดำเนินคดีกับผู้ที่ได้รับเลือกเป็น สว. เพียงไม่กี่ราย จึงเกิดคำถามถึงความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการพิจารณา

หนุน “เปิดหีบบัตร” พิสูจน์ข้อเท็จจริง

อีกประเด็นที่นายสมชายให้ความสำคัญ คือข้อเสนอให้เปิดหีบบัตรเลือกตั้งเพื่อตรวจสอบรูปแบบการลงคะแนน โดยระบุว่า ผู้สมัครสำรองเคยยื่นคำร้องต่อ กกต. ขอให้เก็บรักษาบัตรเลือกตั้งและเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ก่อนครบกำหนดการทำลายเอกสาร

เขาระบุว่า หากบัตรเลือกตั้งยังคงอยู่ การเปิดตรวจสอบจะสามารถพิสูจน์รูปแบบการลงคะแนนได้อย่างชัดเจน เนื่องจากจากข้อมูลที่เคยตรวจสอบ พบลักษณะการลงคะแนนที่ซ้ำกันเป็นชุดจำนวนมาก ทั้งในรอบการเลือกแบบตรงและการเลือกแบบไขว้

ตามข้อสังเกตดังกล่าว มีคะแนนที่ปรากฏในรูปแบบเดียวกันซ้ำเป็นจำนวนหลายร้อยถึงหลายพันชุด ซึ่งถูกมองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ยากจะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจอย่างอิสระของผู้ลงคะแนนจำนวนมาก

อ้างผลวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์และ AI พบรูปแบบผิดปกติ

สมชายเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ดีเอสไอเคยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลจากกล้องวงจรปิด เพื่อศึกษารูปแบบการลงคะแนนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ

ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวถูกอ้างว่าแสดงให้เห็นการจัดวางคะแนนอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงกับข้อมูลการรวมตัวของผู้สมัคร การจัดหาที่พัก การสนับสนุนค่าใช้จ่าย การจัดทำโพยเลือกตั้ง และการสื่อสารระหว่างบุคคลในเครือข่าย

นายสมชายเปรียบเทียบรูปแบบดังกล่าวกับคดีทุจริตสอบท้องถิ่นในอดีต โดยมองว่ามีลักษณะการวางแผนและการคำนวณทางสถิติที่คล้ายคลึงกัน

ห่วงผลกระทบต่อองค์กรอิสระและความเชื่อมั่นของประชาชน

นอกจากประเด็นทางกฎหมายแล้ว สมชายยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบในเชิงโครงสร้างของระบบการเมือง โดยชี้ว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา วุฒิสภาชุดปัจจุบันได้ร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายแห่ง เช่น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลปกครอง ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

“ระยะยาวเนี่ยประชาชนจะเกิดความเสื่อมศรัทธาต่อองค์กรอิสระทั้งหมดได้ อันนี้คือปัญหาที่จะกระทบโครงสร้างทั้งหมด”

สมชาย แสวงการ

ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมและข้อถกเถียงทางการเมืองที่ยังดำเนินอยู่ กระบวนการต่อจากนี้ของ กกต. จึงไม่เพียงถูกจับตาในฐานะบทสรุปของ “คดีฮั้ว สว.” เท่านั้น แต่ยังอาจเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อกลไกตรวจสอบและความน่าเชื่อถือของระบบการเมืองไทยในอนาคตอีกด้วย

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์