รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอธิบายผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การปักหมุดของกองกำลังฝ่ายรัฐ การปักหมุดของกองกำลังติดอาวุธและความเข้มแข็งของชุมชน และมิติทางการทูตซึ่งท้ายที่สุดต้องนำไปสู่โต๊ะเจรจา
มิติแรก “หมุดกองกำลังรัฐ” ถูกเขย่า หลังทุ่มกำลังและงบประมาณมานาน
รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า มิติแรกคือการปักหมุดของกองกำลัง ซึ่งหมายถึงการควบคุมความรุนแรงด้วยวิธีการทางทหาร แต่หมุดด้านความมั่นคงดังกล่าวกำลังถูกเขย่า หลังจากรัฐใช้กำลังและงบประมาณจำนวนมากมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์รุนแรง เคยมีตำแหน่งกำลังพลในพื้นที่จำนวนมากถึงระดับหลักแสน แต่ผลลัพธ์ยังไม่สามารถทำให้สถานการณ์ยุติลงได้อย่างเด็ดขาด
นอกจากการปรับเปลี่ยนกำลังในพื้นที่แล้ว ยังมีแรงกดดันบนโต๊ะเจรจาให้มีการถอนกำลัง ขณะเดียวกันภายในฝ่ายรัฐเองก็มีความเห็นแตกต่างกัน รวมถึงแนวคิดเรื่องการใช้กองกำลังท้องถิ่นที่มีความคุ้นเคยกับพื้นที่และภาษาถิ่นเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก
รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกำลังดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในพื้นที่ แต่ส่งผลต่อเนื่องไปถึงกระทรวงกลาโหมและกองทัพบก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคลากร งบประมาณ และผู้รับผิดชอบด้านนโยบายความมั่นคงโดยตรง
มิติที่ 2 ฝ่ายเห็นต่าง “ปักหมุดใหม่” เขย่าความเข้มแข็งของชุมชน
สำหรับมิติที่ 2 คือหมุดของกองกำลังติดอาวุธและความเข้มแข็งของชุมชน รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ฝ่ายเห็นต่างกำลังปักหมุดใหม่ ขณะเดียวกันเกิดเหตุโจมตีต่อร้านสะดวกซื้อ โรงไม้ โรงงาน และธุรกิจเอกชน รวมถึงการทำลายโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่สาธารณะ เช่น ที่ว่าการอำเภอ อบต. หน่วยกู้ภัย ถนน รางรถไฟ และโรงเรียน โดยอาจมีข้อยกเว้นบางพื้นที่ เช่น โรงพยาบาล
เขามองว่าเป้าหมายสำคัญไม่ได้มีเพียงการโจมตีเชิงกายภาพ แต่เป็นการถอนหมุดความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ขณะเดียวกันฝ่ายเห็นต่างเองก็มีการขยายพื้นที่เคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้าน และสามารถย้อนกลับมาต่อต้านปฏิบัติการของฝ่ายรัฐในพื้นที่ได้ แม้ฝ่ายรัฐจะเดินหน้าปฏิบัติการอย่างเต็มที่ก็ตาม
รศ.ดร.ปณิธาน ยังกล่าวถึงข้อสังเกตกรณีที่มีการเชื่อมโยงเหตุการณ์กับกลุ่มการเมืองท้องถิ่น โดยระบุว่าคนในพื้นที่ต่างทราบถึงความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่าง อบต. กับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ อยู่แล้ว แต่เมื่อมีการนำเรื่องดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับเหตุความมั่นคง ยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว เพราะขณะนี้ทั้งกองกำลังที่เคยเป็นที่พึ่งและนักการเมืองที่เคยคาดหวัง ต่างกำลังเผชิญความขัดแย้งและความไม่แน่นอน
ปัญหา “คำสั่ง” และความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติการล่วงหน้า
ในประเด็นที่มีการตั้งคำถามว่า หากหน่วยงานความมั่นคงมีข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อเหตุ เหตุใดจึงไม่สามารถป้องกันเหตุได้ล่วงหน้า รศ.ดร.ปณิธาน อธิบายว่า ในกระบวนการข่าวกรองมีข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งสายข่าวของหน่วยงานความมั่นคง สภาความมั่นคงแห่งชาติ ฝ่ายการเมือง และเครือข่ายในพื้นที่ ซึ่งต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินร่วมกันก่อนนำไปสู่การตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลยังไม่ชัดเจนถึงระดับที่ผู้มีอำนาจจะมั่นใจเต็มร้อย การตัดสินใจสั่งปฏิบัติการก็มีข้อจำกัด โดยเฉพาะเมื่อบุคคลที่อยู่ในรายงานอาจมีความเชื่อมโยงกับการเมืองท้องถิ่นหรือกลุ่มอื่น ๆ ขณะที่หากมีคำสั่งที่ชัดเจน เจ้าหน้าที่ก็สามารถเข้าปิดล้อม ตรวจค้นแหล่งซ่องสุม และดำเนินการตามกฎหมายได้
รศ.ดร.ปณิธาน ยกตัวอย่างประสบการณ์ในอดีตว่า เมื่อมีข่าวกรองเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยที่จะนำวัตถุระเบิดขึ้นรถไฟ เจ้าหน้าที่สามารถส่งกำลังไปดักรอตามสถานีและจับกุมผู้ต้องสงสัยพร้อมระเบิดได้หนึ่งราย แม้จะไม่สามารถป้องกันเหตุได้ทั้งหมด แต่การแสดงให้เห็นว่าฝ่ายรัฐสามารถดักรอได้ ก็มีผลทำให้ฝ่ายก่อเหตุไม่กล้าดำเนินการในลักษณะเดิมซ้ำอีก
มิติที่ 3 “โต๊ะเจรจา” คือปลายทาง แม้เงื่อนไขจะซับซ้อน
รศ.ดร.ปณิธาน อธิบายว่า มิติที่ 3 คือมิติทางการทูต เพราะไม่ว่าจะดำเนินการด้านความมั่นคงอย่างไร สุดท้ายปัญหาจะต้องกลับไปจบที่โต๊ะเจรจา แม้ในบางสถานการณ์อาจไม่ได้เกิดขึ้นในโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ แต่เป้าหมายปลายทางยังคงเป็นการพูดคุยทางการเมืองและการทูต
เขาระบุว่า หากฝ่ายเห็นต่างพยายามถอนหมุดความเข้มแข็งของชุมชน รัฐก็จำเป็นต้องอาศัยชุมชนเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลพื้นที่ แต่ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากอยู่ในภาวะหวาดกลัว ขณะที่ร้านค้า หน่วยงานท้องถิ่น และศูนย์เด็กเล็กต่างต้องเพิ่มมาตรการดูแลตัวเอง เพราะกำลังของรัฐมีข้อจำกัดและไม่สามารถกระจายกำลังปกป้องทุกพื้นที่ได้
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ปณิธาน เตือนว่า บนโต๊ะเจรจามี “ธง” อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างเปิดเผยในเอกสารการเจรจา นั่นคือเป้าหมายเรื่องการแบ่งแยกดินแดน โดยมองว่าฝ่ายเห็นต่างบางกลุ่มต้องการกำหนดอนาคตของพื้นที่ไปสู่ดินแดนที่มีอำนาจปกครองตนเอง หรือในกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่งอาจต้องการจัดตั้งรัฐใหม่
รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า เงื่อนไขบางประการ เช่น การถอนกำลังทหาร การให้สิทธิในการจัดเก็บภาษี การใช้กฎหมายของตนเอง หรือการเลือกผู้ว่าฯ ในพื้นที่ ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับความเข้มแข็งของรัฐไทย ขณะเดียวกันยังมีมิติระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความพยายามนำเสนอปัญหาในฐานะความขัดแย้งของกลุ่มติดอาวุธที่ต้องการเอกราชและเสรีภาพ เพื่อสร้างเงื่อนไขให้ต่างชาติเข้ามาสนับสนุนหรือมีบทบาทมากขึ้น
เตือนอย่าทะเลาะกันเองจนมองไม่เห็น “หมุดหมายสุดท้าย”
รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า แม้จะมีความพยายามเชื่อมโยงกลุ่มก่อเหตุเข้ากับผลประโยชน์หรือท่อน้ำเลี้ยงจากกลุ่มต่าง ๆ แต่การต่อสู้กับฝ่ายรัฐมาเป็นเวลานานถึง 23 ปี ย่อมสะท้อนว่ามีการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายในระดับหนึ่ง สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์รายวัน แต่คือการที่ฝ่ายรัฐทะเลาะหรือขัดแย้งกันเองจนไม่ยอมรับความจริงเกี่ยวกับเป้าหมายของฝ่ายเห็นต่าง เพราะหากสถานการณ์เดินทางไปถึง “หมุดหมายสุดท้าย” โดยที่รัฐยังไม่เตรียมรับมือ อาจเป็นอันตรายมากกว่าเดิม
เสนอปรับกรอบเจรจา ดึง “ตัวจริง” กลับมาพูดคุย
เมื่อถูกถามถึงการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา รศ.ดร.ปณิธาน เห็นว่า รัฐจำเป็นต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการปิดประตูการเจรจา แต่ควรกำหนดเงื่อนไขและกรอบเวลาใหม่ โดยอาจกำหนดให้กลับมาหารือกันอีกครั้งภายใน 1-3 เดือน พร้อมเรียกร้องให้ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว ช่วยนำตัวแทนฝ่ายเห็นต่างที่มีอำนาจตัดสินใจจริงกลับเข้าสู่การเจรจา
เขาเห็นว่าควรเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนหลายกลุ่มเข้ามาพูดคุย ไม่จำเป็นต้องจำกัดเพียงกลุ่มเดียว และควรเปลี่ยนจากการ “พูดคุย” ไปสู่การเจรจาอย่างจริงจัง โดยต้องทบทวนกรอบเรื่องการถอนกำลังหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ใหม่ รวมถึงไม่ควรพึ่งพาต่างชาติให้เข้ามาเป็นผู้ลงนามหรือกำหนดข้อตกลงแทนฝ่ายไทย
นอกจากนี้ ฝ่ายไทยเองควรจัดทีมเจรจาใหม่ที่มีความต่อเนื่อง เพราะการเปลี่ยนตัวผู้เจรจาบ่อยครั้งอาจทำให้คู่เจรจาตั้งคำถามถึงความจริงใจและอำนาจในการตัดสินใจของผู้แทนฝ่ายไทย โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายตรงข้ามมีการพัฒนาระบบการเจรจาต่อรองมากขึ้น และมองว่าการพูดคุยในปัจจุบันเป็น “การเจรจา” ที่มีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องและมีข้อตกลงต่าง ๆ แล้ว
จาก “ความชัดเจน” ถึง “ความจริงใจ–ความพร้อม” ของรัฐบาล
ภาพรวมจากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร สะท้อนว่า ปัญหาความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้อยู่เพียงที่การควบคุมพื้นที่ด้วยกำลังทหาร แต่กำลังเกิดการเขย่าหมุดหมายทั้งในระดับกองกำลัง ความเข้มแข็งของชุมชน และโต๊ะเจรจาทางการเมือง
โดยสิ่งสำคัญคือฝ่ายรัฐต้องสร้างความชัดเจนทั้งด้านคำสั่ง การปฏิบัติการ และทิศทางการเจรจา พร้อมยอมรับว่าปลายทางของปัญหายังคงต้องกลับมาที่การเจรจา
หากไทยต้องการส่งสัญญาณว่าพร้อมพูดคุย ก็ควรนำ “ตัวจริง” ที่มีอำนาจตัดสินใจเข้าสู่โต๊ะเจรจา และทำให้ทีมเจรจาของไทยมีความต่อเนื่องและมีอำนาจเพียงพอที่จะตัดสินใจ ไม่เช่นนั้นคำถามเรื่องความจริงใจและความพร้อมของฝ่ายไทยจะยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพ




