‘อังคณา’ ดักคอ ‘ทักษิณ’ ใช้อำนาจขวางสภาฯเลือก ‘นายกฯ’ คนใหม่

4 ส.ค. 2568 - 13:17

  • ‘อังคณา’ ดักคอ ‘ทักษิณ’ ใช้อำนาจขวางสภาฯเลือก ‘นายกฯ’ คนใหม่ หาก ‘แพทองธาร’ หลุดเก้าอี้ ชี้ ‘เพื่อไทย’ ยังเหลือ ‘ชัยเกษม’ ส่วนคนนอกมาได้ หากพรรคร่วมไร้ตัวเลือก

  • มองประชุม ‘GBC’ โอกาสดี ‘ไทย-กัมพูชา’ ได้ใช้พื้นที่เจรจาแก้ไขปัญหา หวั่นข่าวปลอมแทรกแซงหารือ ชี้หาก ‘เขมร’ ไม่เก็บศพทหาร ผิดอนุสัญญาบังคับสูญหาย

  • ชี้หลังศึกสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ‘กัมพูชา’ ได้ลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศเยอะมาก แต่ปัญหาคือไม่มีการปฏิบัติตาม

‘อังคณา’ ดักคอ ‘ทักษิณ’ ใช้อำนาจขวางสภาฯเลือก ‘นายกฯ’ คนใหม่

วันนี้ (4 ส.ค.) เป็นวันสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ส่งเอกสารชี้แจงกรณีถูก สว. ร้องให้ตรวจสอบความเป็นนายกรัฐมนตรีของแพทองธาร กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จ ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา 

ประเด็นนี้ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แพทองธาร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ขั้นตอนการเลือกนายกฯ คนใหม่จะเป็นอย่างไร อังคณา มองว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ยังเหลือ ชัยเกษม นิติสิริ หากแพทองธารถูกศาลฯสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ พรรคเพื่อไทยควรเสนอชัยเกษมมาเป็นนายกฯ ยกเว้นว่าทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ไว้วางใจให้ชัยเกษมมาทำหน้าที่นี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ในพรรคร่วมรัฐบาลมีคนที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ เหลืออยู่หรือไม่ หากไม่เหลือต้องกลับมาที่สภาฯเพื่อถาม ซึ่งในส่วนของวุฒิสภาหมดอำนาจเลือกนายกฯแล้ว ฉะนั้น อำนาจในการเลือกนายกฯทั้งหมดอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร (สส.)

“อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยเหลือแคนดิเดตอีก 1 คน และหวังว่าหากเกิดอุบัติเหตุเช่นนั้นจริงๆ พรรคเพื่อไทยยังสามารถเสนอนายชัยเกษมขึ้นมาได้ และมีหลายคนพูดถึงเรื่องยุบสภา แต่ทางเลขากฤษฎีกาก็ออกมาให้ความเห็นว่านายกฯรักษาการไม่สามารถยุบสภาได้ ซึ่งเมื่อไม่สามารถยุบสภาได้ และแพทองธารไม่สามารถไปต่อได้ ก็ควรให้แคนดิเดตนายกฯที่เหลือขึ้นมาทำหน้าที่”

อังคณา กล่าว

ส่วนกรณีที่ มีการพูดถึงนายกฯคนนอก ตามกฎหมายสามารถมาได้หรือไม่ อังคณา ระบุว่า มาได้ตามกฎหมาย หากไม่มีแคนดิเดตของพรรคร่วมรัฐบาล ที่จะเป็นนายกฯได้ หากไม่มีจริงๆ สามารถที่จะมีนายกฯคนนอกได้ แต่อย่างไรเรื่องก็ต้องกลับมาที่สภาฯ ให้พิจารณาในการที่จะสรรหาผู้ที่เหมาะสมมาทำหน้าที่นายกฯต่อไป เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่เชื่อว่าทักษิณ​คงไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ส่วนตัว คิดว่าทักษิณจะใช้อำนาจที่มีอยู่ในการที่จะไม่ปล่อยให้การตั้งนายกฯเป็นอำนาจของสภาฯ 

ชี้ประชุม GBC โอกาสดี 2 ฝ่ายแก้ไขอุปสรรค หวั่นข่าวปลอมแทรกแซงหารือ ถามข้องใจ ‘กัมพูชา’ ให้ทำตามสัญญา หวังจบบนโต๊ะเจรจา 

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังถาม อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (GBC) เรื่องปัญหาชายแดนวันนี้ 

อังคณามองว่าเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองฝ่ายได้เผชิญหน้าและแก้ปัญหาร่วมกัน แต่ในความเป็นคู่ขัดแย้งแม้มีสัญญาให้หยุดยิงแต่ก็อาจมีการก่อเหตุการรุนแรงขึ้นได้อยู่ ซึ่งในส่วนของไทยได้ปฏิบัติตามหลักการระหว่างประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และเป็นความชอบธรรมของไทยในการต่อรองในส่วนของกัมพูชาเราก็เรียกร้องให้ปฏิบัติตามข้อตกลงเช่นกัน 

“การประชุมในวันนี้ควรจะมีการแลกเปลี่ยน และแก้ปัญหาร่วมกันว่าอะไรบ้างที่ยังเป็นอุปสรรค ตอนนี้สิ่งสำคัญที่ควรแก้ไขคือการใช้โซเชียลมีเดียของอินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ รวมถึงข่าวปลอมที่ออกมาเยอะ เราไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าเกิดจากฝ่ายไหน และคนที่เสพสื่อส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะเชื่อ ตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่จะเป็นการยั่วยุและอาจเป็นการแทรกแซงการหารือกันอย่างสร้างสรรค์”

อังคณา กล่าว

เมื่อถามว่าแม้กัมพูชาจะร่วมโต๊ะเจรจาแต่เหมือนมีนัยยะบางอย่างที่ไม่จริงใจกับไทย อังคณา ระบุว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่ผ่านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาแล้วผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมาเยอะมาก สิ่งหนึ่งที่เราเจอคือการนำแทคติกต่าง ๆ มาใช้ที่ทุกฝ่ายเห็นกันอยู่ และเชื่อว่าฝ่ายไทยคงจะต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ บนโต๊ะเจรจาเช่นกันเช่น เมื่อรับปากว่าหยุดยิงแต่ทำไมไม่หยุด หรือยังมีระเบิดที่ตกอยู่กลางถนน ดังนั้น กัมพูชาจำเป็นที่จะต้องยอมรับข้อตกลงบนพื้นที่เจรจาเพราะมีสักขีพยาน อย่างมาเลเซียที่เสนอตัวเป็นคนกลาง ให้ไทยกับกัมพูชาได้พูดคุยกันแต่สิ่งสำคัญคือเรื่องความจริงใจ

“ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านทั้งไทยและกัมพูชายังไงก็ย้ายประเทศหนีกันไม่ได้ ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันตรงนี้ การแก้ปัญหาร่วมกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของประชาชนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะต้องได้รับความเคารพ”

อังคณา กล่าว

ชี้หาก ‘เขมร’ ไม่เก็บศพทหารแจ้งให้ญาติทราบ ผิดอนุสัญญาบังคับสูญหาย

ส่วนกรณีที่กัมพูชาไม่ได้จัดการกับศพของทหารของตัวเอง สะท้อนปัญหาอะไรบ้าง อังคณา ระบุว่า กัมพูชาได้ให้สัญญาสัตยาบัน อนุสัญญาการบังคับสูญหาย ดังนั้นกรณีทหารที่เสียชีวิตและไม่ได้พิสูจน์ทราบว่าเป็นใครและบอกญาติไม่ได้เลยว่าคนเหล่านี้หายไปไหนหรือเสียชีวิตที่ไหน ตรงนี้ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญา ซึ่งกัมพูชาต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ เพราะวันนี้ถ้าญาติยังไม่รู้ว่าทหารได้เสียชีวิตไปแล้วญาติก็จะคิดว่าเขาคือผู้สูญหาย ซึ่งจะขัดต่ออนุสัญญา 

ในส่วนของทางการไทยคงจะเข้าไปช่วยในการเก็บศพไม่ได้ เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่ของไทย ดังนั้นกัมพูชาต้องมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตนเอง เพราะ กัมพูชาหลังศึกสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ได้ลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศเยอะมาก แต่ปัญหาคือไม่มีการปฏิบัติตาม ข้อกฎหมายหรืออนุสัญญาระหว่างประเทศที่ตนเองเป็นทวิภาคีดังนั้นเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล ตนเองขอเรียกร้องรัฐบาลกัมพูชา ว่าควรที่จะให้เกียรติกับคนที่เสียชีวิต ถึงแม้จะเป็นทหารฉันผู้น้อยการเคารพศพคืนศพให้กับญาติ มีความสำคัญมากที่รัฐบาลกัมพูชาควรจะรีบเร่งดำเนินการ

เมื่อถามว่าการที่ไม่ได้ดำเนินการกับศพเป็นยุทธศาสตร์ของทางกัมพูชาหรือไม่ อังคณา ระบุ ทางการไทยได้ถ่ายภาพทหารที่เสียชีวิตแล้ว และพื้นที่ตรงนั้นไทยไม่สามารถก้าวล่วงไปได้ และไม่รู้ว่าจะมีการฝังกับระเบิดอะไรไว้อีกหรือไม่ แต่เรามีภาพถ่ายยืนยัน กัมพูชาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามควรที่จะพิสูจน์ ว่าพื้นที่ตรงนั้นมีศพทหารกัมพูชาอยู่จริงหรือไม่ พร้อมฝากไปถึงประชาชนกัมพูชาโดยเฉพาะครอบครัวของทหารให้มีการเรียกร้องกับกองทัพกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาในการตรวจสอบเรื่องนี้

ส่วนปัญหาไทยกัมพูชาคาดว่าจะไม่จบลงโดยง่ายหรือไม่ เพราะอาจมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง อังคณา ระบุ เท่าที่สังเกตการณ์จีนหรือสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ก็มีผลประโยชน์ทั้งในกัมพูชาและไทยด้วย แต่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องจับตา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์