รังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ เตรียมอ่านคำวินิจฉัยปมคลิปเสียงสนทนาของ นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร กับ สมเด็จฮุนเซน ในวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.) ว่า เรื่องนี้หากมีคำวินิจฉัยอะไร ก็จะส่งผลทางการเมืองมาก ในฐานะที่เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านก็จะติดตามอย่างใกล้ชิด และได้มีการพูดคุยกับ สส. ของพรรค ว่าเรื่องนี้ติดตามและเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเพิกเฉยได้เพราะอาจจะส่งผลทางการเมืองมากอย่างแน่นอน
ส่วนพรรคฝ่ายค้านจะยื่นเปิด อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามมาตรา 151 หลังศาลมีคำวินิจฉัยหรือไม่ รังสิมันต์ ชี้แจงว่า เรื่องนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กรณีที่สถานการณ์ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ การตรวจสอบของฝ่ายค้านก็ต้องเดินหน้าต่อไป และเราก็ได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 แต่มีกรณีของศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาก่อน ดังนั้นหากเข้าสู่ภาวะปกติและมีคำตัดสินของศาลให้นายกรัฐมนตรีรอด พรรคประชาชนก็จะพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อ
แต่หากเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝัน คงต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น และพรรคประชาชนเคยเสนอไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่อยากให้ประเทศไทยถึงทางตัน และไม่ควรมีใครพาไปถึงจุดนั้น ย้ำว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ คือการคืนอำนาจให้กับประชาชนได้เลือกตั้งใหม่
ชี้สร้างกำแพง ไทย-กัมพูชา ต้องตอบโจทย์จัดการสิ่งผิดกฎหมายได้ ไม่ใช่แค่กันคนข้ามไปมา เชื่อ ‘กัมพูชา’ สร้างประเด็นกับระเบิด หวังยั่วยุให้เกิดความรุนแรง
ส่วนกรณีที่ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) สนับสนุนการสร้างกำแพงไทยกัมพูชา รังสิมันต์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทยฯ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ชายแดนไทยกัมพูชามีระยะทางประมาณ 800 กม. ถ้าจะสร้างกำแพงต้องคุยกันว่าวัตถุประสงค์คืออะไร ถ้าจะสร้างกำแพงแล้วตอบโจทย์ต่อวัตถุประสงค์ก็สร้างได้
แต่ถ้าบอกว่าต้องการป้องกันการลักลอบข้ามไปมา สิ่งที่เราต้องการมากกว่ากำแพง เช่น กล้อง CCTV หรือดีกว่านั้นคือ Smart Poe มีเทคโนโลยี AI กล้องอยู่ในตัว สามารถเชื่อมเข้ากับระบบที่กรุงเทพฯ และสามารถตรวจสอบได้ว่ามีการลักลอบผ่านหรือไม่ แต่ถามว่าวันนี้หลวดหีบเพลงยังมีปัญหาไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันกองกำลังในพื้นที่ยังไม่มีการเชื่อมฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น เวลาบอกว่าจะทำต้องถามว่าโจทย์คืออะไร
“ถ้าจะมีมาตรการอะไรก็แล้วแต่ ต้องจัดการกับสิ่งที่ผิดกฎหมายได้ แต่ถ้าทำไปแล้ว ใช้ภาษีประชาชนไปแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ ก็คือการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ผมไม่ได้หมายความว่าสร้างกำแพงแล้ว เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ขอร้องว่าอย่าไปโควทแบบนั้น เพราะจะเข้าใจผิด แต่ผมกำลังบอกว่ามาตรการอะไรที่ออกมาต้องตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผมคิดว่าเราต้องลงทุนกับเรื่อชายแดนมากกว่านั้น คงได้มีการหารือกับผบ.สส. ต่อไป ผมกับผบ.สส.ก็คุยกันเป็นระยะอยู่แล้ว ดังนั้น การระดมความเห็นเพื่อแก้ปัญหาการข้ามแดนผิดกฎหมาย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรทำ”
— รังสิมันต์ กล่าว
ส่วนที่มีทหารเหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวานนี้ (27 ส.ค.) และทางกัมพูชายืนยันว่าเป็นของเก่า รังสิมันต์ ระบุว่า อย่างแรก คิดว่าไม่ใช่กับระเบิดของฝ่ายไทยแน่นอน ส่วนเรื่องที่เป็นของเก่าหรือไม่ ตรวจสอบได้ไม่ยาก และ เชื่อว่าทางฝ่ายเราไม่มีการสร้างหลักฐานเท็จ พร้อมมองว่า กัมพูชาพยายามใช้เรื่องกับระเบิดสร้างจิตวิทยา เพื่อหวังให้เป็นชนวนที่ทำให้เกิดความรุนแรง ย้ำหลายครั้งว่าทางกัมพูชาทำให้ตัวเองเป็นเหยื่อเพื่อให้สามารถเอาโลกมากดดันไทย
“แน่นอนว่าผมเสียใจกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และต้องมีอุปกรณ์ที่เพียงพอ ประเภทที่ต้องใช้ไส้ไก่รัดแผลกันอยู่แบบนี้ ผมไม่เห็นด้วย ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ยากจน เรามีงบปประมาณที่จะสนับสนุนได้ อะไรก็ตามที่เป็นอุปกรณ์ห้ามเลือดที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ ผมก็สนับสนุนให้ทำ”
— รังสิมันต์ กล่าว
ส่วนกรณี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ส่งจดหมายขอบคุณ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปมหยุดยิงไทยกัมพูชา รังสิมันต์ มองว่า เป็นหลักการต่างตอบแทน ซึ่งกัมพูชาพยายามไปชูทรัมป์ให้ได้รางวัลโนเบล จึงมองว่าเป็นเรื่องมารยาททางการทูต แฃะในส่วนของจดหมายยังไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียหายอะไร
พร้อมย้ำว่า กระทรวงการต่างประเทศต้องเร่งทำงาน และขอย้ำอีกครั้งว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เป็นเครื่องมือสำคัญ ซึ่งกมธ.ความมั่นคงฯ จะมีการนัดหารือกับรัฐบาลในวันที่ 5 ก.ย. นี้ เพื่อพูดคุยเรื่องดังกล่าว




