ปรีติ เจริญศิลป์ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงการประชุม กมธ.ป.ป.ช. ที่มี อภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ. เป็นประธานในการประชุม เมื่อวันที่ 12 พ.ย.68 ว่า น่าเสียดายที่ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ไม่ได้มาร่วมประชุมตามคำเชิญของ กมธ. ที่มีวาระการติดตามตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
โดยเฉพาะโครงการจัดจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ องค์การค้าฯ เป็นผู้ดำเนินการในทุก ๆ ปีการศึกษา แต่ละปีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านบาท ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ข้อครหา และข้อร้องเรียน ที่ส่งมายัง กมธ. และหน่วยงานตรวจสอบต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ องค์การค้าฯ ก็กำลังเริ่มดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของปีการศึกษา 2569 วงเงินงบประมาณ 1,010 ล้านบาท น่าจะเป็นโอกาสที่ กมธ. จะได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และฝากข้อห่วงใยให้กับ รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) สกสค.โดยตรง เนื่องจากโครงการนี้มักมีประเด็นข้อครหาทุกปีการศึกษา
เชื่อว่าท่านรัฐมนตรีคงติดภารกิจจริง ๆ เพราะที่ กมธ. เรียนเชิญมาร่วมประชุมนั้น ก็ไม่ได้เป็นลักษณะการตรวจสอบ แต่อยากให้ รมว.ศึกษาธิการ นำข้อมูล หรือชี้แจงในบางประเด็นที่ยังไม่ได้คำตอบ หรือเอกสารอ้างอิงจากทางผู้แทนองค์การค้าฯ ที่เคยรับปาก กมธ.ไว้ แต่ยังไม่ได้ส่งมา รวมทั้งถือโอกาสฝากข้อคิดเห็น และข้อห่วงใย เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีนำไปกำกับดูแลให้การผลิตหนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาฯ ทั้งปีการศึกษาหน้า และต่อ ๆ ไป ให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ
ปรีติ กล่าวด้วยว่า กรณีการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การค้าฯ มีการนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม กมธ.หลายครั้ง ซึ่งก็มีผู้แทนองค์การค้าฯ ผลัดเปลี่ยนเข้ามาชี้แจงในที่ประชุม กมธ. แต่ก็ยังมีหลายประเด็นที่ผู้แทนองค์การค้าฯ ไม่สามารถชี้แจงให้ กมธ. สิ้นสงสัยได้ หลาย ๆ เรื่องก็ขอกลับไปค้นข้อมูลเพื่อนำส่งเป็นเอกสาร แต่ก็ยังส่งมาให้ไม่ครบ ราวกับมีเรื่องปิดบังซ่อนเร้น กลับไปเป็นแดนสนธยาเหมือนในอดีต จน กมธ.ฯ ต้องไปสืบค้นขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นแทน อย่างกรณีค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนของ สพฐ. ที่เพิ่งพบว่า องค์การค้าฯ ค้างจ่ายมากว่า 10 ปี ยอดรวมกว่า 219 ล้านบาท
ที่น่าตกใจคือ 2 หน่วยงานไม่ได้ทำสัญญาข้อตกลงระหว่างกัน ทั้งที่มีกำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงศึกษาฯ รวมทั้งยังได้ข้อมูลมาว่าตลอดเกือบ 10 ปีมานี้ ทาง สพฐ. ก็ไม่มีการทวงถามเป็นกิจลักษณะ ส่วน องค์การค้าฯ เองก็ไม่แจ้งผลัดผ่อนการชำระหนี้ แตกต่างจากค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่ องค์การค้าฯ ชำระครบถ้วนทุก ๆ ปี ทั้งที่อ้างอิงระเบียบกระทรวงศึกษาฯ ฉบับเดียวกัน กรณีเช่นนี้จะดำเนินการอย่างไร
ปรีติ กล่าวอีกว่า หรือการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง ได้วินิจฉัยว่า การกำหนดขอบเขตงาน (ทีโออาร์) ของโครงการฯ ปีการศึกษา 2567 และปีการศึกษา 2568 ขัดต่อมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ) มีลักษณะกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งเมื่อมีการแจ้งผลพิจารณาให้แก่ทาง สกสค. รับทราบเพื่อดำเนินการต่อไปมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการตรวจสอบแสวงหาข้อเท็จจริง หรือการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการร่างทีโออาร์ที่เนื้อหาขัดต่อกฎหมาย ตลอดจนไล่ตรวจสอบความเชื่อมโยงของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้าราชการ และเอกชน เพราะหลายข้อบ่งชี้ทำให้เชื่อได้ว่า อาจมีลักษณะเข้าข่ายการทุจริตเป็นขบวนการ
เชื่อว่าหลาย ๆ ข้อมูลที่ กมธ. ได้มาจากแหล่งอื่น เป็นข้อมูลที่ รมว.ศึกษาธิการ อาจจะไม่ได้รับรายงานที่ครบถ้วนจากข้าราชการ ที่อาจจะตกหล่นโดยพลั้งเผลอ หรือตั้งใจให้ตกหล่น เพราะหาก รมว.ศึกษาธิการ มีข้อมูลชุดเดียวกับ กมธ. คงอยู่เฉยไม่ได้แน่นอน
เพื่อประโยชน์ต่อวงการศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และน้อง ๆ นักเรียนอนาคตของชาติ ในการผลักดันโครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2569 และปีต่อ ๆ ไป มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่คุณภาพแบบเรียน และงบประมาณที่ต้องสูญเสียไป กมธ. จึงมีมติเชิญ รัฐมนตรีนฤมล ร่วมการประชุม กมธ. อีกครั้ง ในวันที่ 3 ธ.ค.68 นี้ เพื่อเรียกข้อมูลจากหน่วยงานมาชี้แจงต่อ กมธ. พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น รวมถึงข้อห่วงใยจาก กมธ. ไปปรับจูนโครงการฯ ให้ถูกต้องชอบธรรม ตั้งแต่ต้นจนจบ
ปรีติ ยืนยันว่าการทำหนังสือเชิญ รมว.ศึกษาธิการ ครั้งนี้เป็นเพียงการเชิญมาแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นเท่านั้น ไม่ใช่การเชิญมาเพื่อตรวจสอบ จึงไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียกคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 แต่อย่างใด เพราะแง่หนึ่งก็ต้องเห็นใจ นฤมล ที่เพิ่งเข้ามาเป็น รมว.ศึกษาธิการ แล้วต้องมาเจอกับปัญหาเรื้อรังเช่นนี้ ซึ่ง กมธ. เองก็มีความปรารถนาที่ช่วยให้ นฤมล ทำงานง่ายขึ้น หรือไม่เข้าใจผิดรับข้อมูลจากรายงานของหน่วยงานด้านเดียว โดยการออกหนังสือเชิญล่วงหน้าถึง 3 สัปดาห์ หากไม่มีเหตุฉุกเฉิน ก็เชื่อว่าทางรัฐมนตรีจะสามารถจัดสรรเวลาให้กับ กมธ. ได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ในหนังสือฉบับเดียวกันนี้ก็ได้ระบุถึงประเด็นที่จะสอบถาม อาทิ แนวนโยบายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การค้าฯ และแนวทางดำเนินการตามผลพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง เป็นต้น พร้อมทั้งแนบรายงานการติดตามตรวจสอบองค์การค้าฯ ที่ผ่านมาของ กมธ.ป.ป.ช.ไปเป็นข้อมูลด้วย เพื่อที่ รมว.ศึกษาธิการ จะสามารถเรียกข้อมูลมาประกอบการชี้แจงได้อย่างตรงประเด็น และส่งเป็นลายลักษณ์อักษรมาก่อนที่จะมาร่วมประชุมหารือด้วยตัวเอง น่าจะเป็นหนทางในการร่วมกันแสวงหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงการผลิตแบบเรียน ดีกว่าการส่งข้าราชการที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องมาเป็นผู้ชี้แจงแทน เพราะค่อนข้างมีข้อจำกัดในการตอบคำถามที่อาจไปล้ำเส้นหน้าที่รับผิดชอบของผู้อื่น
ส่วนการที่ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานบอร์ด สกสค. ให้นโยบายในการเชิญหน่วยงานตรวจสอบ อาทิ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ), สตง. (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน) รวมถึงองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ACT) ร่วมสังเกตการณ์กระบวนการโครงการจ้างผลิตแบบเรียนของปี 2569 ก็บ่งชี้ว่า อาจารย์นฤมลทราบถึงปัญหา แต่ส่วนตัวยังเห็นว่า จะอัญเชิญอรหันต์ที่ไหนมานั่งจับผิด อาจไม่ได้ประโยชน์มากนัก เพราะหาก องค์การค้าฯ ตรงไปตรงมาตามหลักการ และระเบียบ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ยึดถือการประมูล E-Bidding อย่างเคร่งครัด ไม่คิดหาวิธีพิสดารมายกเลิกประกาศประกวดราคา เพื่อที่จะเปลี่ยนไปใช้วิธีการคัดเลือก ซึ่งโปร่งใสน้อยกว่า เพียงเท่านี้ก็คงไม่จำเป็นต้องไปรบกวนหน่วยงานอื่นต้องมาคอยจับผิดเช่นนี้




