กรณีปรากฏคลิป ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ซึ่งถูกคณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สั่งยึดและอายัดทรัพย์สินกว่า 159 ล้านบาท สืบเนื่องจากประเด็นเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาอย่าง “เว็บพนัน” พูดคุยกับชาวบ้านในทำนองว่า “ผมจะเคลียร์ตัวเองให้จบ ถ้าผมเสร็จรอบนี้ รอบหน้าผมได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว...” นั้นเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมได้อย่างร้อนแรง หนึ่งในนั้นมาจาก ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ออกมาโพสต์คลิปดังกล่าวพร้อมตั้งคำถามว่า “จะอยู่กันยังไงถ้าคนที่มีชนักติดหลังกล้าประกาศตัวจะเป็นรัฐมนตรี”
นอกจากนี้ ภคมน ยังเรียกร้องไปยังพรรคกล้าธรรม โดยเฉพาะ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้ออกมาชี้แจงว่า เหตุใดคนอย่าง ชนนพัฒฐ์ ซึ่งสังคมไม่ไว้วางใจ ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้จากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์และกระบวนการสแกมเมอร์ถึงกล้าพูดว่า “เคลียรอบนี้จบ รอบหน้าเป็นรัฐมนตรี”
พร้อมฝากคำถามไปถึง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ว่าการที่ ชนนพัฒฐ์พูดว่า “เคลีย” นั้น “เคลียกับใคร?”, “ใครรับปากยื่นขอเสนอว่าถ้าเคลียจบรอบหน้าได้เป็นรัฐมนตรี?” และการยืนยันกับประชาชนด้วยคำพูดแบบนี้คือการที่พรรคการเมืองอย่าง ‘กล้าธรรม’ ทำลายสังคมทั้งระบบ ทั้งการเมือง กระบวนการยุติธรรมและความศรัทธาต่อประเทศไทยที่มีต่อนักการเมือง
ขณะที่ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ชี้แจงถึงคำถามของ ภคมน ต่อกรณีคลิปเสียง สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ว่า “ต้องขอขอบคุณสำหรับคำถาม และข้อกังวลที่สะท้อนความห่วงใยต่อมาตรฐานการเมืองไทย ผมขอเรียนชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา บนหลักการเดียวกับที่ผมยืนอยู่มาตลอดว่า พรรคกล้าธรรม ไม่มีนโยบายและไม่เคยมีการให้สัญญาใด ๆ เกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีแก่ ชนนพัฒฐ์ คำพูดที่ปรากฏในคลิปเป็นความเห็นส่วนบุคคลของเจ้าตัว ไม่ใช่นโยบาย ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ และไม่ใช่ท่าทีของพรรคกล้าธรรม”
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวอีกว่า “พรรคไม่เคยมีการพูดคุย หรือให้คำมั่นสัญญาเรื่องตำแหน่งทางการเมืองกับผู้ใด เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องที่พรรคหรือบุคคลใดจะไปกำหนดล่วงหน้าได้ กรณีของ ชนนพัฒฐ์ อยู่ในกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ซึ่งพรรคกล้าธรรมมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่า ไม่ปกป้อง ไม่แทรกแซง ไม่ขวางการตรวจสอบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพสิทธิในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาตามหลักนิติรัฐเช่นกัน ทุกอย่างต้องถูกตัดสินด้วยข้อเท็จจริงในคดี ไม่ใช่ด้วยกระแสหรือแรงกดดันทางการเมือง ประเด็นที่สังคมควรมองร่วมกัน คือ มาตรฐานเดียวกันของทั้งสภา”
ผมยืนยันเหมือนเดิมว่า เราไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าฝ่ายใด ถ้ามีข้อกล่าวหาทุกคนควรถูกตรวจสอบอย่างเท่าเทียม ในสภาปัจจุบันมี สส.หลายท่านที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีของตนเอง แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้นถ้าเราจะขอให้ใครใช้มาตรฐานหนึ่ง เราก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายครับ ซึ่งผมเข้าใจและรับฟังข้อกังวลของคุณลิซ่าอย่างจริงใจ แต่ในฐานะผู้ทำงานการเมืองมายาวนาน ผมขอเรียนด้วยความจริงใจว่า การตัดสินความน่าเชื่อถือของพรรคจากคำพูดของใครคนหนึ่งในคลิป อาจยังไม่เป็นธรรมกับพรรคและบุคคลอื่นในพรรคที่ทำงานด้วยความตั้งใจสุจริต
— น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
น.อ.อนุดิษฐ์ ทิ้งท้ายว่า “หน้าที่ของผมคือยืนบนหลักการ กฎหมาย และความโปร่งใส ไม่ตามแก้ตัวแทนใคร และไม่เอาตัวเองไปผูกกับการกระทำส่วนบุคคลของใคร พรรคกล้าธรรมพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม ถ้าข้อเท็จจริงชี้ว่ามีใครกระทำผิดจริง แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องปฏิบัติตามข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ตามแรงกดดันหรือการตีความเจตนาของคำพูดในคลิป”




