อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่ไปออกรายการดีเบตหาเสียงว่า ยังทำหน้าที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่รักษาการ และไม่มีคำว่ารัฐบาลรักษาการ มันกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ประเทศต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาเยอะแยะ เดี๋ยวต้องกลับไปสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เอาเรื่องอธิปไตยก่อนดีกว่าไหมตรงนี้สำคัญมากกว่าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเสี่ยง ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง การสูญเสียของพี่น้องทหารและประชาชน เอาเรื่องนี้ให้จบไปก่อน
อนุทิน กล่าวว่า เรื่องการหาเสียงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ก็ใช้เวลากับประชาชนเกือบ 4 ชั่วโมง ในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เปิดนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้รับทราบเพื่อไปพิจารณา และจากนี้ไปก็มีเวลาอีก 40 กว่าวันที่ผู้สมัครแต่ละคนไปหาเสียงในพื้นที่ โดยสไตล์การทำงานของอนุทิน ทำงานเป็นทีม ถ้าอนุทินเก่งทุกอย่าง ก็คงประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ มากกว่านี้ แต่อนุทินก็ใช้ทีม ใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็เอาไป
เมื่อถามว่า จะไม่ไปดีเบตกับเขา อนุทิน กล่าวว่า พูดไม่เก่ง ไม่ชอบตอบโต้ พอตอบโต้ เดี๋ยวทะเลาะกัน หลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน อนุทินก็มีสไตล์การใช้ชีวิตของอนุทิน ไม่อยากไปว่ากล่าวใคร ไม่อยากไปกล่าวหาใคร ไม่อยากไปแก้ตัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร สมมุติมีการดีเบตกัน วันนี้อนุทินป็นนายกฯ จะพูดอะไรก็ต้องระวังหมดทุกฝีก้าว บางทีก็สับสวิตซ์ไม่ทัน อนุทินก็มีความชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไทยแลนด์พลัส คนละครึ่งพลัส การศึกษาพลัส การค้าพลัส ขายข้าวพลัส และเรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องเอาให้อยู่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และความตั้งใจเจตนารมณ์แผนการทำงานที่จะทำ ถ้ามีโอกาสได้กลับมาได้เป็นผู้บริหารประเทศอีกรอบ อนุทินมีความชัดเจนในตรงนี้อยู่แล้ว
ส่วนที่มีการพูดว่ากลัวที่จะพลาดพลั้ง ไม่เกี่ยวกันใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า พูดไม่เก่ง พูดไปแล้วก็ไม่ได้ผลบวกอะไรขึ้นมา มีแต่ลบ เพราะต้องไปทะเลาะกับเขา ต้องไปดีเฟน ต้องไปชี้แจง ไม่ได้ทันได้พูดคุยกัน ไปดีเบต 5 คน 7 คน หรือบางครั้ง 10 คน พูดกันคนละ 2 นาที พูดไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อน ให้พูด 3 ชั่วโมงพูดได้ แต่ให้พูด 2 นาทีพูดไม่ได้ ถ้าไปแล้วต้องไปนั่งตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆ ไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง มันเสียเวลาคนฟัง ซึ่งอนุทินมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ก็หาทางสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่สื่อสารได้ชัดเจน และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา มีเวลา 40 กว่าวัน อย่างวันที่ 27 ธ.ค. ก็ไปเปิดตัวผู้สมัครสส. และเดินสาย 3-4 จังหวัดไปหาประชาชนเลย ไม่ต้องผ่านการดีเบตหรืออะไรต่างๆ ก็มีแนวทางการทำงาน ไปรับฟังสิ่งที่ประชาชนอยากให้เกิด อยากเห็นและคาดหวังได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง
ส่วนที่ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่มีการโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ และรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย อนุทินกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่โหวต ที่ไม่โหวตเพราะโกรธที่ผมยุบสภาหรือ ผมทำชั่วทำอะไร ผมทำเลวอะไรกับประเทศชาติหรือเปล่า ถึงไม่มาร่วมงาน ถ้าพวกท่านบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มีความสามารถ รักชาติรักบ้านเมืองเหมือนกัน ผมก็รักชาติรักบ้านเมืองไม่แพ้กัน ทำไมถึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ยังไม่ทันเลือกตั้งเลย พี่น้องประชาชนยังไม่ทันตัดสินเลย แล้วมาบอกว่าไม่ทำงานร่วมกันแล้ว ถึงเวลาลุยต้องลุย ถ้าจะต้องถอยแล้วบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ก็ต้องถอย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะร่วมกับใครไม่ได้ อย่างที่ผมพูดไม่ร่วมกับพรรคไหนที่ไป แต่มาตรา 112 เป็นแนวทางของพรรคภูมิใจไทย”
ทั้งนี้ หากไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว สามารถคุยกันได้กับทุกพรรคหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ติดมาตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคว่า ต้องฟังการตัดสินใจของประชาชน หากประชาชนเลือกพรรคนี้มาเท่านี้ เลือกอีกพรรคหนึ่งมาเท่านี้ เราก็สามารถแปลความต้องการของประชาชนออกมาได้ว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า หากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ต้องมีการจับขั้วกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ แต่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม จนทำให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ควันออกหู อนุทิน กล่าวว่า แล้วมันดีไหม พี่น้องประชาชนควรรับรู้ไหมว่า ร.อ.ธรรมนัสควันออกหู พี่น้องประชาชนได้อะไรจากการโกรธของ ร.อ.ธรรมนัส ฉะนั้นเราต้องมีกระบวนการยุติธรรม อย่างเรื่องสแกมเมอร์ วาทกรรมที่ไม่บอกคนนี้ชั่ว คนนี้เลว ไปกล่าวหาก่อน โดยที่กระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีศาลไหนที่ตัดสินเลย ถ้าอย่างนี้ ใครก็ให้ทีมงานไปกล่าวหา ก็คงไม่มีใครมาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองกันพอดี
ส่วนที่อภิสิทธิ์ระบุจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม แสดงว่ายังไม่ได้ตัดพรรคภูมิใจไทยออกจากสมการใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า รอวันที่ประชาชนตัดสินใจ เพราะไม่ได้มีข้อกฎหมายกำหนดอะไรที่หัวหน้าพรรคต้องมาบอกว่าจะร่วมกับคนนั้นไม่ร่วมกับคนนี้ ที่ผ่านมามีคนพูดแบบนี้เยอะแยะ ไม่มีวัน ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ตายดีกว่า แล้วเป็นอย่างไร อนุทินไม่เคยพูดเลย มีแต่คนอื่นพูดว่าไม่ร่วมกับอนุทิน ซึ่งอนุทินพึ่งพูดว่าถ้าพรรคไหนที่แตะมาตรา 112 อนุทินไม่ร่วม ตั้งแต่เล่นการเมืองมาจำได้ว่า ก็พูดแค่นี้ ถ้าร่วมกันต้องมานั่งหาเหตุผลอธิบาย ซึ่งฟังไม่ได้เรื่องซักอย่าง
ทั้งนี้ หมายตาไว้หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในการเมืองมา จะใช้คำว่าเก๋าก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะชมตัวเอง ต้องใช้คำว่า เข้าใจทำใจได้ว่า เมื่อถึงเวลาหลังเลือกตั้งแล้ว ไม่เกินเที่ยงคืนของวันเลือกตั้งก็จะเห็นรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรองนี่คือสิ่งที่อนุทินเชื่อและที่ผ่านการเลือกตั้งมา 3-4 ครั้ง ก็เห็นอย่างนี้ตลอดไม่ต้องรอนาน หลังการเลือกตั้งปี 62 พรรคภูมิใจไทยได้ 51 เสียง มีโทรศัพท์มาหา 500 สาย ก็คิดว่าถึงเวลาคุยหรือยัง เพราะเราไม่ใช่แกนนำ แต่ก็ไม่เคยพูดว่า จะไม่ร่วมกับใคร เพราะว่าถ้าประชาชนเลือกแล้ว อนุทินมีเกราะป้องกัน ส่งเข้ามา 51 คน คนเข้ามา 71 คนเที่ยวหน้าหวังว่าจะเข้ามา 100 กว่าคน
เมื่อถามย้ำว่า ต้องมี 100 กว่าใช่ไหม อนุทิน กล่าวว่า ก็หวัง ต้องทำให้ดี ประชาชนสั่ง ประชาชนเป็นคนเลือกกำหนดเองไม่ได้ ถ้ากำหนดเองได้ก็มี 500 คนไปเลยให้หมดเรื่องหมดราว แต่มันทำไม่ได้ ตอนที่พรรคภูมิใจไทยมา 71 คน อ่านความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ว่ามาแบบนี้ ก็ไป เพราะมาทำงานให้กับประเทศและประชาชน ก็ทำอย่างนี้มาตลอด คนการเมืองถ้าเข้าใจหลักการทำงานของอนุทิน ที่ผ่านมาตอนทำงานเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเข้าใจอนุทิน ท่านเห็นว่ามาทำงานร่วมกันแล้วดี สามัคคีคือพลัง ตรงไหนเข้าท่าสนับสนุน ตรงไหนไม่เข้าท่าก็ดุด่าว่ากล่าว ก็จบ 4 ปี สวยงามระบบสาธารณสุขประเทศไทยก็เป็นอันดับ 6 ของโลก ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่น ไม่มีความแตกแยก
“พอหลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ผมก็มีนายกฯ ใหม่อีก 2 คนก็ทำงาน ก็สนับสนุนยืนเคียงข้างนายกฯ ตลอดเวลา ไม่เคยคิดจะไปไปทาบเงา เป็นรองนายกฯ เป็น รมว.มหาดไทย ทำงานสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ แต่อีกฝั่งไม่ได้คิดอย่างผม มันก็เลยมีวันนี้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมก็ยังเป็นรองนายกฯ เป็นรมว.มหาดไทย และก็ช่วยกันทำงานอีก 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้ง”
— อนุทิน กล่าว
ส่วนตอนนั้นน้อยใจหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า “ผมเสียใจ ไม่ได้น้อยใจ หัวยังไม่ได้ล้าน แต่เสียใจที่ทำไมแปลเจตนารมณ์ผมผิด และข้อกล่าวหาที่บอกว่า ผมทำงานไม่ดี ทำงานช้า ทำงานไม่ทันใจทำงานไม่เข้าเป้า แต่ผลโพล ผมตามหลังนายกฯ เรื่องยาเสพติดก็มีคนมาร่วมกับผมเยอะแยะไปหมด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ถ้าเขาไม่ไล่เราออกมา เราก็คงไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ต้องขอบคุณที่เขาไล่ออกมา ส่วนตัว ผมไม่มีโกรธ”
เมื่อถามว่า สรุปว่าออกเองหรือเขาไล่ออกมา อนุทิน กล่าวว่า ได้รับข้อเสนอที่รับไม่ได้ เหมือนได้รับเงิน 3 แสนบาท แต่บอกให้ไปรับ 1.8 แสนบาท แล้วจะเปลี่ยนไหม ฉันใดก็ฉันเพล
สำหรับกรณีที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนฟาดกลับ อนุทินหยุดสร้างนิทานหลอกเด็กกรณีมาตรา 112 แจงชัดยกมือดีเบตแค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง พรรคประชาชน(ปชน.)ไม่หวั่นพรรคน้ำเงินขู่ไม่จับมือพร้อมสู้เลือกตั้งนั้น อนุทิน กล่าวว่า น้ำเงินน่าจะหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้ขู่ใคร แต่เรื่องของมาตรา 112 จะปรับเปลี่ยนให้มันไม่มีการบังคับที่เข้มงวดแบบนี้พรรคภูมิใจไทยไม่เอาด้วยอยู่แล้วพูดง่ายๆ มาตรา 112 มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว เราต้องปกป้องสถาบันหลักของชาติเอาไว้เรื่องการผลักดันนิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดมาตรา 112 แทนที่จะไปผลักดันการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดมาตรา 112 ผลักดันให้คนไม่ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย เราเป็นคนไทยเราก็ต้องหวงแหนสถาบันหลักของเราเหมือนกัน และถ้าใครมาพูดว่ากล่าวให้ร้าย อนุทินและพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม โดยเฉพาะตัวของอนุทิน มีความชัดเจน ไม่ได้สร้างนิทานหลอกเด็ก เกิดมาก็หลอกคนเดียวคือคนที่นอนติดกันทุกคืน เวลาทำอะไรผิด คนอื่นไม่เคยหลอก เด็กผู้ใหญ่ คนสูงอายุ ไม่มี
อนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนในโอกาสที่ให้อนุทินปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้รับกำลังใจ เสียงสนับสนุนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่อนุทินได้ดำเนินการวางเป็นกรอบนโยบายให้กับประเทศไทยในช่วงระยะเวลาที่ทำหน้าที่นายก ฯ อยากขอความเข้าใจและการสนับสนุนจากประชาชนอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่ 8 ก.พ. 2569 คิดว่าน่าจะได้เลือกตั้งแน่รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในการเลือกตั้งอยู่แล้วและกกต.ได้ออกมาตรการสำหรับการเลือกตั้ง ต่อให้ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นก็ยังสามารถที่จะเลือกตั้งได้ ก็ขอให้ประชาชนได้เชื่อมั่นว่าตนจะทำงานรับใช้ท่านและประเทศไทยอย่างเต็มที่
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังกล่าวถึงโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล แต่หลายพรรคปฏิเสธไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม ทำให้เกิดความกดดันกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า ฟังการตัดสินจากประชาชน
ส่วนการที่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ถ้าไม่มีใครจับมือจะจับมือกันเอง อนุทิน กล่าวว่า ฟังผลการตัดสินใจของประชาชน ที่ผ่านมาทำแบบนี้มาตลอด ตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผ่านการเลือกตั้งมา 3 ครั้ง ก็ไม่เคยตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง แต่ตัดสินใจบนพื้นฐานของประชาชนจากการเลือกตั้ง ซึ่งพูดย้ำทุกเวทีว่า ที่ผ่านมาได้แปลงการตัดสินใจของประชาชน มาเป็นความต้องการของประชาชน ยึดหลักนี้มาตลอด ขอความกรุณาไม่ถามว่าใครจะจับกับใคร อนุทินไปกับประชาชน ไปกับ VOTER ของอนุทิน
เมื่อถามต่อว่าตอนนี้ยังไม่มีการตัดสินว่าพรรคใดใช้ทุนเทา อนุทิน กล่าวว่า จะไปเชื่อเรื่องการกล่าวหาการให้ร้ายคนใดคนหนึ่งพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือก่อนที่ศาลหรือกระบวนการยุติธรรมจะตัดสิน ทำแบบนั้นคงไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือดูอีก 46 วันก็จะรู้แล้วว่าประชาชนต้องการอะไร
ส่วนที่ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)ประกาศจะตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคภูมิใจไทยนั้น อนุทิน กล่าวว่า ทุกพรรคแข่งกันหมด ไม่เห็นแปลกอะไรเลย แต่ส่วนตัวไม่เคยแข่งกับใคร แต่แข่งเสนอนโยบาย แข่งกับตัวเอง ทำอย่างไรให้ประชาชนรับนโยบาย และเชื่อมั่นในตัวพรรคภูมิใจไทย และกาพรรคภูมิใจไทย
สำหรับความมั่นใจในนโยบายที่ประกาศออกไปจะทำให้จำนวน สส.วิ่งถึงหลักร้อย อนุทิน กล่าวว่า “ต้องมั่นใจสิครับ” พร้อมกล่าวต่อว่า เพราะไม่ได้ทำคนเดียว เมื่อก่อนพรรคภูมิใจไทยอาจมีขาดๆ เกินๆ บ้าง บางส่วนอาจไม่แข็งตรงนี้ อาจจะหาผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ สื่อสารกับประชาชนไม่ขาด แต่ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยสื่อสารขาดหมด ทั้งมิติเศรษฐกิจ การต่างประเทศ ความมั่นคง สังคม การศึกษา และสุขภาพ รอบนี้เราระบุชื่อคนได้เลย
เมื่อถามถึงกรณีภายหลังเปิดนโยบายก็มีนักร้องเข้ามาร้องเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการสัญญาว่าจะกลับมาใช้หนี้โครงการคนละครึ่งพลัส 2,400 บาท อนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องหวัง ไม่มีถุงอะไรไปแขวนหน้าประตูบ้านอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยใช้มาตรา 112 มาเป็นนิทานหลอกเด็ก อนุทิน กล่าวว่า มาตรา 112 ไม่เคยเป็นนิทานหลอกเด็ก เพราะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพรรคประชาชนอีก ในปี 2552 ตั้งแต่สถาปนาพรรคภูมิใจไทย และตอนนี้ชอบใช้คำว่าสถาปนา เพราะชอบเวลาที่กองทัพใช้คำว่าสถาปนาบูรณภาพแห่งดินแดน
เมื่อถามย้ำว่า ณัฐพงษ์ ระบุว่าไม่อยากให้เอาเรื่องนี้ไปหลอกประชาชนให้เลือกระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน อนุทิน กล่าวย้ำว่า ถ้าคิดจะแก้มาตรา 112 อยู่ อนุทินก็ร่วมด้วยไม่ได้ ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าถ้าเขาตกผลึกแล้ว อนาคตก็มาแก้ไขได้ ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้ว่ามีความคิดที่จะแก้ไขอยู่ แล้วใครหลอกประชาชนกันแน่ ซึ่งอนุทินไม่หลอกแน่นอน มีแตะมาตรา 112 เมื่อไหร่ ก็ไม่มีพรรคภูมิใจไทย อนุทินไม่ได้หลอก ชัดเจนจนไม่รู้จะชัดเจนอย่างไรแล้ว
เมื่อถามถึงกรณีที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าว ระบุว่า นายกฯ เข้าใจผิดเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เพราะพรรคประชาชนต้องการแก้แค่เฉพาะกฎหมายนิรโทษกรรม อนุทิน กล่าวว่า มองว่า เรื่องนี้ นิรโทษกรรม คือคนที่กระทำความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 แล้วไม่ต้องรับผิด ซึ่งก็ไม่ใช่แนวทางของพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้เข้าใจผิด
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้ปิดประตูพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง รวมถึงพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ยึดประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งที่ผ่านมา การไปพูดมัดตัวเองไว้ก่อนแล้วทำกันไม่ได้ และมองข้ามประชาชนไป แล้วยังจะให้ไปมัดตัวเอง ถึงบอกว่าไม่หลอกประชาชน ขอฟังประชาชนก่อน การจะจับอนุทินไปมัดกับใครคือ ประชาชน
ส่วนในคืนวันที่ 8 ก.พ. 2569 คาดหวังว่าจะมีการกระหน่ำโทรศัพท์เข้ามาหรือไม่ นายกฯ ร้องเพลง “ท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝาก” ก่อนจะออกจากวงสัมภาษณ์ทันที




