‘อนุทิน’ ลั่น ไม่มีมาเฟียคนไหน ใหญ่กว่ารัฐบาล

5 พ.ย. 2568 - 12:27

  • ‘อนุทิน’ บอก ไทยไม่ใช่ศูนย์กลางสแกมเมอร์ แต่อยู่ตรงกลางประเทศทำสแกม ถูกใช้เป็นฐานฟอกเงิน ลั่น ไม่มีนักเลง-มาเฟียคนไหนใหญ่กว่ารบ.

  • ย้ำ ‘Play it by ear’ หากฝ่ายค้านยื่นซักฟอก เชื่อทํางานเต็มที่ ไม่มีอะไรต้องประเมิน และย้ำคำเดิมอีกว่า ยุบสภาฯ 4 เดือน รอดูยื่นซักฟอกมีวัตถุประสงค์อะไร แต่ไม่ยอมให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆ ฟรีๆ หากเป็นเกมการเมือง บอกติดตลก เป็นนายกฯ ก็ดีเหมือนกัน

  • ชี้ ครม.ตั้ง ‘ธนดล’ เป็นเรื่องการทํางานพรรคร่วม ปัดตอบ บอกให้ ‘วรภัค’ ลาออก รมช.คลัง

‘อนุทิน’ ลั่น ไม่มีมาเฟียคนไหน ใหญ่กว่ารัฐบาล

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  แสดงวิสัยทัศน์ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” ในรูปแบบการสัมภาษณ์  โดยผู้ดำเนินรายการถามเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์

นายกฯ กล่าวว่า เราต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะบอกว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน ไม่ค่อยแฟร์ สแกมเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เราอยู่ตรงกลางเป็นประเทศตรงกลาง ในรอบประเทศที่ทำสแกม  สิ่งที่ทำให้คนที่ทำธุรกิจเหล่านี้ ไม่ใช่สแกมอย่างเดียว แต่มีเรื่องยาเสพติด เรื่องการค้ามนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่ใช่สีเทาแต่เป็นสีดำ ที่ต้องใช้ประเทศไทยเป็นฐานในเรื่องการฟอกเงิน สิ่งที่เราต้องทำให้ได้ในประเทศไทยคือมีกฎหมายที่เคร่งครัด และเข้มงวดมีเจ้าหน้าที่ที่ต้องตั้งใจที่จะปราบปรามสิ่งนี้ ซึ่งเรามีกลไกล หมดเลยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)ได้เตรียมไว้หมด และทำไปเยอะแล้ว แต่ของแบบนี้เป็นเรื่องของการปฎิบัติในทางลับ จะไปบอกว่า ทำอะไรไม่ได้  เพราะเรื่องนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน ฉะนั้น บอกเสมอว่า เราต้องอยู่เหนือคนกระทำผิด ไม่ใช่ไล่ตามเป็นโบลิศจับขโมย และหากต้องการเครื่องไม้เครื่องมือรัฐบาลก็พร้อมสนับสนุน ในเรื่องการเกรงกลัวผลประโยชน์ใดๆ นายกฯ ยืนยันกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่าเราเป็นรัฐบาลไม่มีนักเลงคนไหน ไม่มีมาเฟียคนไหน มีขาใหญ่คนไหนที่จะใหญ่กว่ารัฐบาลได้ ในเมื่อรัฐบาลไม่เกรงกลัวผู้ปฏิบัติก็ต้องไม่กลัวด้วย

นายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนนโยบายที่เป็นรูปธรรมเชิงรุกนั้น  ความจริงแล้วเราทำงานอยู่ตลอดยาเสพติดจับได้เดือนเดียวหลายสิบล้านเม็ด สแกม ยึดทรัพย์ 2 หมื่นกว่าล้านบาท  แบล็คลิสต์และอาหรับยัดทรัพย์เยอะมาก แต่ของแบบนี้ไม่สามารถบอกได้เป็นการสืบในทางลับและขยายผลยึดทรัพย์ไปเรื่อยๆสัปดาห์ที่แล้วมีการถอนสัญชาติขาใหญ่รายหนึ่งที่ม่สัญชาติไทย 30 ปี รัฐบาลของอนุทินเข้ามา 3 อาทิตย์ถอนสัญชาติเรียบร้อย ไม่เห็นมีปัญหาอะไรก็จะดำเนินการต่อไปยังเครือข่าย

อนุทิน ยังกล่าวว่า 4 เดือนคือสิ่งที่เราได้สัญญาไว้กับพรรคประชาชน (ปชน.) เพราะมองกันว่าบ้านเมืองในขณะนั้น การยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่คืนอำนาจให้ประชาชนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด พรรคที่เป็นรัฐบาลตอนนั้น มีข้อสงสัยว่า นายกฯ รักษาราชการยุบสภาฯ หรือไม่ จึงต้องมีวิธีการดำเนินการให้มีการยุบสภาฯ เราเล่นตามกติกา พรรคประชาชนมีสส.มากกว่าเรา แต่เขาไม่มีแคนดิเดตนายกฯ เมื่อต้องเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชนจึงเป็นที่มาของเอ็มโอเอ

เมื่อถามว่า ยืนยันตามไทม์ไลน์เดิมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยืนยันตลอดไม่เคยเปลี่ยน มีคนเยอะแยะมาบอกว่า จะมีเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ เอาเป็นข้ออ้างได้ รับฟังแต่รับรองไม่ปฏิบัติตาม เพราะพรรคประชาชนทำให้เป็นนายกฯ ต้องรักษาสัญญาที่มีไว้เมื่อครบ 4 เดือนก็ต้องยุบสภาฯ ส่วนกระแสข่าวจะยุบสภาฯก่อนหากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ก็ต้องดูสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอภิปรายโดยวัตถุประสงค์อะไร เราต้องดูไทม์ไลน์กว่าจะยื่นอภิปรายได้สภาฯ เปิดสมัยประชุมเดือนธ.ค. ตั้งใจยุบสภาฯ วันที่ 31 ม.ค.อยู่แล้ว คงไม่ปล่อยให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆ ฟรีๆ หากเป็นเกมการเมือง รัฐบาลสู้เกมการเมืองไม่ได้ก็ยุบสภาไป ห่างแค่เดือนเดียวคงไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไร

เมื่อถามถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า พร้อมตั้งแต่เขาเอาออกจากรัฐบาล และการประชุมสส.พรรคภูมิใจไทยวาระแรกหลังเข้ามาเป็นรัฐบาลในปี 66 คือบอกให้เตรียมตัวเลือกตั้งเพราะมันเกิดขึ้นได้ทุกวัน บอกสมาชิกพรรคว่าเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมอ หากพรุ่งนี้เลือกตั้งก็ต้องพร้อม

ทั้งนี้ พร้อมกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหรือไม่ นายกฯ กล่าวติดตลกว่า ก็ดีเหมือนกันเป็นนายกฯ ตอนนี้เป็นนายกฯแล้ว ตอนที่ยังไม่เป็นยังกลัวๆ กล้าๆ แต่พอเป็นแล้วเห็นสิ่งที่สามารถทำได้ให้กับบ้านเมืองด้วยความเป็นนายกฯ หากเราทำได้ดีจะเป็นยาวเป็นสั้นไม่ได้มีความสำคัญ สำหรับอนุทินเป็นแล้วก็คือเป็น ตั้งแต่ปี 2547-2549 ที่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้วมีรัฐประหาร อนุทินออกไปจากการเมือง 13 -14 ปี คนที่ไม่สนิทกันมากเขาก็เรียกเป็นรัฐมนตรีทุกคำ วันนี้ต่อให้เป็นนายกฯ 3 เดือน 4 เดือน คนก็เรียกว่า นายกฯ เหมือนที่เรียก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หรือ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า ท่านนายกฯ แต่อยู่ที่ว่าเวลาที่มีอยู่ทำอะไรให้มันปังไปซักอัน เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองเป็นภาพจำ ได้กลับหรือไม่กลับเราก็ถือว่า บอกตัวเองได้แล้วว่า ความเป็นนายกฯ ทำสิ่งอะไรไว้

อนุทิน ยังถึงกระแสข่าวอดีตรมช.คลังมีเกี่ยวข้องกับเรื่องสแกมว่า ท่านถูกครหา แต่ยังไม่ถูกกล่าวหา และยังไม่ได้มีหลักฐานใดๆ และไม่มีหน่วยงานไหนทั้งไทยและต่างประเทศที่ดำเนินคดีกับท่าน แต่เมื่อมีข่าวออกมาเรื่อยๆ ก็ต้องเรียนท่านตรงๆ ว่า นี่แหละเป็นคนไปบอกให้ท่านลาออก ซึ่งท่านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อะไรที่มันพอถูกครหาหาขึ้นมาแล้ว ท่านอยู่ในกระทรวงที่เรากำลังต้องใช้กลไกของกระทรวงไปปราบปรามสิ่งเหล่านี้ ท่านก็แสดงสปิริตทันทีและเรื่องของการดำเนินการอะไรต่างๆ มันไม่มีทางพ้นไปจากหน่วยงานที่เขากำลังดำเนินการ ถ้าท่านไม่ผิดก็คือไม่ผิด จะไปบอกผิดไม่ได้ การใช้กฎหมายในรัฐบาลของอนุทิน มุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมรูปคดี ไม่ใช่ไปบอกเกลียดคนนี้ ไม่ชอบคนนี้ เดี๋ยวคนนี้มาเป็นคู่แข่งทางการเมือง ต้องพยายามเอาเขาออกให้ได้ เหมือนที่เคยโดนมา ความจริงมาตรงนี้คนก็จะไปบอกว่า จะย้อนรอยหรือเปล่า ไม่มีเลย และคิดว่าสิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่เขาพยายามใช้กลไกของรัฐกำจัดคู่แข่งทางการเมือง หรือมากีดกันกล่าวหาเพื่อให้เกิดความเสียหาย มันเป็นสิ่งที่ประเทศอารยะเขาไม่ทำกัน และปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะจะเกิดเป็นกงกรรมไม่จบไม่สิ้น นักการเมืองทะเลาะกันใช้กลไกรัฐกลั่นแกล้งกัน คนที่เดือดร้อนคือประเทศและประชาชน ซึ่งคนจะเป็นนักการเมืองต้องไม่ทำเช่นนั้น และอนุทินก็ไม่ทำเช่นนั้น

“ผมแสดงให้เห็นแล้วว่าวันนี้รัฐบาลนี้ ถ้าไม่ใช่ 4 เดือน ไม่นับเวลาของมัน ผมว่าอำนาจมากที่สุดตั้งแต่มีรัฐบาลมาในรอบ 20 ถึง 30 ปี นายกฯ เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยกำกับดูแลกระทรวงสำคัญทุกกระทรวง และกำกับดูแลหน่วยงานสำคัญทุกกระทรวง ถ้าผมเจ้าคิดเจ้าแค้นสนุกเลยเดือนหนึ่งก็ทำได้แล้ว อย่าว่าแต่ 4 เดือนเลย แทนที่ผมจะเจ้าคิดเจ้าแค้น ผมก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเปลี่ยน”

นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกถึงเรื่องที่เดินทางไปลงนามสันติภาพ ที่ประเทศมาเลเซียว่า วัตถุประสงค์ที่เต็มใจไปลงนาม ไปเพื่อหยุดสงคราม อนุทินเป็นนายกฯ นำประเทศนำประเทศให้มีสงครามไม่ได้ หน้าที่ของนายกฯ คือต้องทำให้ประเทศสงบสุข แต่หลายประเทศสงครามคือของหอมหวาน แต่สำหรับประเทศไทยเรา อย่ามีสงครามดีกว่า เพราะเราเป็นประเทศที่เราเป็นตัวของเราเอง มีเอกลักษณ์ของเรามาโดยตลอด การที่เราเป็นตัวของเราเองเป็นเอกราช เป็นที่น่าเกรงขามของอริราชศัตรูทั้งหลายอนุทินไปเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม ไปร่วมงานเพื่อให้มั่นใจได้เลยว่า ประเทศไทยไม่มีวันเสียดินแดนและไม่มีวันเสียธิปไตย ในการลงนามเขียนอย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นของไทย ไม่มีจุดไหนที่เรายอมแลกตรงนั้น ตรงนี้เพื่อวัตถุประสงค์นั้น วัตถุประสงค์นี้ แต่ไปเพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทย และไปเพื่อให้เขาเห็นว่า อย่าได้คิดรุกรานประเทศไทย คุณจะคิดผิดมาก ถ้าคิดว่าประเทศไทยเป็นที่ที่คุณรุกรานได้ ซึ่งมั่นใจว่าถ้าข้อความทั้ง 4 ข้อได้ถูกส่งไปยังคู่กรณีมีความชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง และประธานของกลุ่มภาคสมาชิกอาเซียนร่วมเป็นสักขีพยานและประธานาธิบดีสหรัฐสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่า เป็นตัวแทนประชาคมร่วมโลกร่วมเป็นพยาน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความมั่นใจได้ ประเทศไทยจะไม่มีสงคราม ถ้าทุกอย่างได้ถูกปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่เราได้ตกลงกันไว้

นายกฯ กล่าวอีกว่า ย้ำว่าเรามีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี โดยไม่มีช่องว่าง เพราะว่าประเทศของเราอยู่ตรงกลาง หากมีการสู้รบกันมีปัญหากัน การค้า การขายตนเข้าใจและตนฟังประชาชน แต่ต้องหาวิธีแก้แก้ไขปัญหาเรื่องการค้าขายตลอดแนว ย้ำว่าเราไม่เป็นเบี้ยล่างคู่กรณี และศัตรู ตนตนต้องคิดว่ามันจะอยู่อย่างนี้อีก 10 ปี 20 ปีหรือ 30 ปีได้ไหมจะอยู่ไปเพื่ออะไร มันไม่ได้ ถ้ามันมีช่องทางอื่นที่ทำให้ดีกว่าให้เราไม่เสียหายอะไรเลยตนก็จะทำ

นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยยังได้ให้สัมภาษณ์กรณีหากมีขั้นตอนรวบรวมรายชื่อสส.ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่เสี่ยงดวงจะชิงยุบสภาก่อน ใช่หรือไม่ ว่า “Play it by ear (ไม่มีแผนการตายตัว)”

ส่วนที่นายกฯ พูดค่อนข้างที่จะชัดว่า ถ้ามีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะดูที่ประเด็นการยื่น หากเป็นเรื่องของการล้างแค้นกัน ก็จะยุบสภา นายกฯ กล่าวว่า ก็ตอบไปแล้วเมื่อกี้ Play it by ear

ทั้งนี้ มั่นใจหรือไม่ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า จะได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง นายกฯ กล่าวว่า มั่นใจว่า ได้เลือกตั้งแน่ๆ ภายในปีหน้า

เมื่อถามว่า ในฐานะที่บริหารรัฐบาลในระยะเวลาสั้นๆ หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ คาดว่าจะถูกอภิปรายเรื่องอะไร นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี และไม่มีอะไรต้องประเมิน เราก็ทํางานอย่างเต็มที่ ทํางานด้วยความตั้งใจ มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสตรวจสอบได้

ทั้งนี้ หากไม่ได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ แต่เป็นการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคล นายกฯ จะยุบสภาหรือไม่ นายกฯ กล่าว ทุกคนสามารถใช้สิทธิ์ของตัวเองได้หมด แต่ละฝ่ายล้วนแล้วแต่มีสิทธิที่จะทําอะไร ภายในขอบข่ายอํานาจ และกฎหมายที่ตัวเองถืออยู่

อย่างไรก็ตาม หากไม่ยื่นอภิปรายนายกฯ แต่ยื่นอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่น นายกฯ ตอบว่า “Play it by ear”

เมื่อถามว่า ถ้านายกฯ มั่นใจว่า รัฐบาลไม่ได้ทําอะไรที่ผิดหรือไม่สุจริต ทำไมไม่เปิดรับการอภิปราย นายกฯ กล่าวว่า “ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ผมถึงบอกว่า Play it by ear”

ส่วนกรณีครม. มีมติแต่งตั้ง ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ อดีตปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายกฯ กล่าวว่า อนุทินไม่ได้แต่งตั้ง เป็นเรื่องของการร่วมรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคก็ต้องคัดเลือกคนที่เขาเอามาทํางาน ตรงนี้เป็นการทํางานร่วมกันและเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน

เมื่อถามว่า แต่เหมือนจะเป็นสายล่อฟ้า เพราะสุดท้ายนายกฯ เป็นคนรับผิดชอบ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถาม ร.อ.ธรรมนัสไม่ใช่มาถามตน

สำหรับกรณีที่มีการวิวาทะกันเรื่องที่ดินก่อนหน้านี้จบแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ผมไม่เคยวิวาทะกับธนดล ที่ดินไม่ใช่ของผม”

ส่วนกรณีที่ระบุบนเวทีวิสัยทัศน์ในงานTHE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ว่าเป็นคนบอกให้ วรภัค ธันยาวงษ์  ลาออกจาก รมช.คลัง ว่า ตอนที่มีปัญหาก็ได้คุยกัน

เมื่อถามว่าย้ำว่า ตกลงเป็นตัวนายกฯ ที่ร้องขอใช่ หรือไม่ นายกฯ ปฏิเสธตอบคําถาม โดยกล่าวว่า “โอเคนะเรียบร้อย”

นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสมเด็จ ฮุนเซน โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องชายแดน โดยสรุปว่าไม่ง้อประเทศไทย และไม่ยอมอ่อนข้อ ที่จะร้องขอให้ใครไปเซ็นลงนามข้อตกลงสันติภาพว่า ยังไม่ได้อ่าน

ทั้งนี้ มองอย่างไรว่า สมเด็จฮุนเซนจะเคลื่อนไหวโดยการโพสต์โซเชียลตลอด ทําให้มองว่าเราเป็นฝ่ายตามเขาตลอด นายกฯ ตอบว่า “ใครตาม ไปอ่านข้อตกลง มีตรงไหนที่ตาม”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์