‘อนุทิน’ ยัน ‘ภท.’ ไร้นโยบายรับใต้โต๊ะ! ยังไม่ได้คุย ‘ไชยชนก’ ปม ‘สินบน 40 ล้าน’

8 ต.ค. 2568 - 16:09

  • ‘อนุทิน’ ย้ำ ‘ภท.’ ไม่มีนโยบายรับใต้โต๊ะ! แจงยังไม่ได้คุย ‘ไชยชนก’ ปม ‘สินบน 40 ล้าน’

  • เผยแม้ ‘ทรัมป์’ เป็นตัวกลางเจรจาไทย–กัมพูชา แต่มีเงื่อนไข 4 ข้อชัดเจน

  • ยันยึดผลประโยชน์ชาติ–ประชาชน พร้อมบังคับใช้กฎหมายหลังมีข่าวเขมรขนคนต่อต้านการผลักดัน

‘อนุทิน’ ยัน ‘ภท.’ ไร้นโยบายรับใต้โต๊ะ! ยังไม่ได้คุย ‘ไชยชนก’ ปม ‘สินบน 40 ล้าน’

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.เผ่าภูมิ สมหมาย รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม หลังการอภิปรายในวาระแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ว่า “มีผู้มาติดสินบน 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่ให้เร่งปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และพนันออนไลน์”

อนุทิน เผยว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับไชยชนก และยังไม่ได้เข้าร่วมประชุมพรรคหลังจากติดภารกิจในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ยืนยันว่า “นโยบายพรรคไม่มีการปล่อยให้เรียกรับสินบน หรือรับสินบนจากผู้ใด”

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า “เรื่องนี้ทางตำรวจจะต้องตรวจสอบและขยายผลสืบสวน หาข้อเท็จจริงก่อน หากพบการกระทำความผิดจริง ก็พร้อมจะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง” แต่เบื้องต้นได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และผู้บังคับการตำรวจปราบปรามรับผิดชอบในเรื่องนี้แล้ว ส่วนตัวยังไม่ได้ทราบรายละเอียดในเชิงลึก

ขณะที่ พล.ต.ต.พัฒศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม ให้ข้อมูลว่า “วันนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมบันทึกคำให้การของไชยชนก เตรียมส่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144” ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 ให้ส่งสำนวนการสอบสวนให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมาย

ส่วนพฤติกรรมในการกระทำความผิด มีรายงานว่า มีบุคคลพยายามเสนอเงิน 40 ล้านบาท ให้กับไชยชนก โดยผ่านผู้ชำนาญการส่วนตัวของ สส.พรรคภูมิใจไทย จังหวัดหนึ่งในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ จนกระทั่งมี สส. มาแจ้งเรื่องให้ไชยชนกทราบ ไชยชนกจึงนำเรื่องไปแถลงในสภาผู้แทนฯ และเข้าแจ้งความกับตำรวจกองบังคับการปราบปราม

แม้ ‘ทรัมป์’ เป็นตัวกลางเจรจาไทย–กัมพูชา แต่มีเงื่อนไข 4 ข้อชัดเจน

ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะเป็นตัวกลางการลงนามยุติสถานการณ์ไทย–กัมพูชา

เรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นว่า “คนที่พยายามจะเป็นตัวกลางก็ถือว่ามีเจตนารมณ์ที่ดี แต่คู่สัญญาของเราก็ต้องปฏิบัติตามความต้องการของเรา เพราะเราเป็นฝ่ายที่ถูกรุกรานและถูกกระทำ และเราพูดชัดเจนแล้วว่า ถ้าจะคุยกับเราหรือให้มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น จะต้องปฏิบัติพื้นฐาน 4 อย่างก่อน ถึงจะมีการพูดคุยหรือการเจรจา รวมถึงมาตรการจากฝั่งเราถึงจะเริ่มได้ อาทิ ถอนกำลังออกไป ถอนอาวุธร้ายแรงและกับระเบิดออกไป และจัดการในส่วนที่มีชาวกัมพูชาเข้ามารุกรานพื้นที่ของไทย และต้องตรวจเช็กว่าได้ถอนเคลื่อนย้ายสิ่งที่เป็นภัยต่อราชอาณาจักรไทยเรียบร้อยตรงความต้องการของไทยหรือยัง”

หากทางตัวกลางสามารถโน้มน้าวให้กัมพูชาทำสิ่งเหล่านี้ได้ ทำให้คนไทยเกิดความมั่นใจว่าจะไม่ถูกรุกรานและมีความปลอดภัย ไม่ต้องกลัวอันตราย หากทำได้แบบนี้ถึงจะเริ่มเจรจาต่อไป ซึ่งเรามีเงื่อนไขตรงนี้

อนุทิน ชาญวีรกูล

ส่วนข้อสังเกตที่ว่า ทางกัมพูชาเสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จะถือเป็นการเอื้อประโยชน์หรือไม่? นายกรัฐมนตรีระบุว่า “ผมสนใจเฉพาะประโยชน์ของประเทศไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและอธิปไตยของชาติ ส่วนเรื่องใครจะได้รางวัลหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ยินดี แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสถานการณ์ ดังนั้นจะไม่เกิดขึ้นกับเรื่องการเจรจาแน่นอน”

พร้อมบังคับใช้กฎหมาย หลังมีข่าว ‘เขมร’ ขนคนต่อต้านการผลักดัน

ส่วนวันที่ 10 ต.ค. มีกระแสข่าวว่าจะมีการขนคนกัมพูชามาต่อต้านในการผลักดัน? นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า “เรามีกฎหมาย และมีการประชุมร่วมกันถึงแผนปฏิบัติการแล้วว่า หากใครก่อความวุ่นวายต่ออธิปไตยไทย จะไม่ยอม พร้อมบังคับใช้กฎหมายไทย แต่อย่าไปกำหนดวัน”

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีวันที่ 10 ต.ค. ว่า “ในส่วนของตำรวจมีการเตรียมกำลังพล คฝ. ไว้เพื่อรองรับสถานการณ์แล้ว แต่อย่างไรก็ตามจะต้องรอคำสั่งจากทางทหาร ว่าจะให้ปฏิบัติอย่างไร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้ประกาศเป็นกฎอัยการศึก โดยอำนาจของตำรวจแล้วสามารถดำเนินการได้ทั้งสองส่วน คือ ใช้มาตรการผลักดัน หรือควบคุมตัวมาดำเนินคดี ซึ่งการดำเนินคดีใช้กฎหมายเกี่ยวกับคนเข้าเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวกับป่าไม้”

ส่วนระหว่างการคุมตัวเพื่อดำเนินคดีก่อนผลักดันกลับ จะเป็นการเพิ่มภาระที่เกี่ยวกับพื้นที่ที่ต้องรองรับและอาหารหรือไม่? พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ตอบว่า “เรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำหนดมาตรการแก้ไข”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์