อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีวันที่ 14 พ.ค. จะครบกำหนด 60 วันที่คณะรัฐมนตรีจะยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาฯชุดที่แล้วให้สภาชุดใหม่ดำเนินการต่อ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อยู่ในการพิจารณาของสภาฯ ชุดที่ผ่านมารัฐบาลจะยืนยันหรือไม่ และท่าทีของพรรคภมิใจไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไรว่า ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยคือฟังความต้องการของประชาชน
ทั้งนี้ ประชามติประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีจะยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่กลับไปพิจารณาหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า กระบวนการทุกอย่างต้องเริ่มที่รัฐสภา อย่ามาผูกกับรัฐบาล เพราะเรื่องดังกล่าวดำเนินการโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ส่วนประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำพร้อมกับวันเลือกตั้ง ฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องเริ่มที่รัฐสภาชุดปัจจุบันไปผูกกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอในรัฐสภาชุดที่แล้วก็ไม่ใช่
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มต้นที่รัฐสภาฯ ใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า มีคำวินิจฉัยมาแล้วรัฐสภาต้องเป็นคนทำ
เมื่อถามว่ากระบวนการจะเริ่มใหม่อย่างไร อนุทิน กล่าวว่าเป็นเรื่องของรัฐสภา ที่จะนำเสนอ ส่วนอนุทินนั้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล
เมื่อถามว่า เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มนับหนึ่งใช่หรือไม่ อนุทิน ย้ำว่า อยู่ที่รัฐสภา
ทั้งนี้ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร อนุทิน กล่าวว่า เราเคยพูดแล้วจะไม่แตะในบางมาตรา อาทิ มาตราที่เกี่ยวกับความเป็นอธิปไตยของไทย และหมวดที่เกี่ยวกับสถาบันส่วนที่เหลือว่ากันได้
เมื่อถามอีกว่า หากยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภาชุดที่แล้วจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าได้เร็วกว่าหรือไม่ อนุทิน ตอบว่า ไม่ทราบ
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงกรณีที่มีอินฟลูเอ็นเซอร์กัมพูชา เผยแพร่คลิปเสียงทางโซเชียลมีเดียฝั่งในลักษณะว่า นายกฯ ไทยจะเปิดด่านว่า อันนั้นเป็น AI ชัดๆ อยู่แล้ว อนุทินพูดไม่เก่งแบบนั้น ขออย่าไปเชื่อเลย ก่อนจะตั้งคำถามว่า เหตุใดวิธีการจึงเริ่มไม่เข้าท่ามากขึ้นทุกวัน อันนั้นเชื่อถือไม่ได้เลย ไม่เคยพูด ยืนยันว่า ไม่มีเปิดด่านแน่นอน
ขณะที่เมื่อวานนี้ (12พ.ค.69) ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งห้ามเจรจาทวิภาคี หลังไทยยกเลิก MOU 44 อนุทิน กล่าวว่า การยกเลิก MOU44 ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายยกเลิก โดยไม่ต้องขอความตกลงหรือต้องไปรายงานใคร และครั้งที่ไปร่วมประชุมอาเซียน ณ กรุงเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการจัดให้พบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้แจ้งให้ทางนายกฯ กัมพูชาแล้ว ซึ่งทางกัมพูชารับทราบแล้ว และแสดงความผิดหวัง แต่นั่นก็เป็นท่าทีของกัมพูชา และในที่ประชุมก็ยังได้ยกเรื่องนี้ขึ้ามาในถ้อยแถลงของนายกฯ กัมพูชา
พร้อมยืนยันว่า จะใช้กลไก การบังคับให้มีการประนอมข้อพิพาทก่อนเข้าสู่กระบวนการอื่น (Compulsory Conciliation) ถือว่าเป็นการรู้กันแล้วว่า นั้นคือท่าทีฝ่ายกัมพูชา ส่วนท่าทีฝ่ายไทยก็ใช้กระบวนการตาม UNCLOS และจะเจรจาในรูปแบบไหน ก็ยังไม่ได้ตั้งรูปแบบขึ้นมา เพราะประเทศไทยไม่ได้เดือดร้อนอะไร
อนุทิน ยังกล่าวถึงความคืบหน้าช่วยเหลือคนไทย ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุมหลังเข้าไปหาของป่า บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่คาดว่าจะขึ้นศาลกัมพูชาในวันนี้ว่า ก็มีการประสาน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา มีการลอบข้ามแดนเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจของประชาชนชาวกัมพูชา ทั้งเส้นทางธรรมชาติ ชาวประมง ก็มีการประสานกัน หากดูแล้วไม่ได้เข้ามาเพื่อโจรกรรม หรือทำสิ่งใดที่กระทบกับความมั่นคงของไทย เราก็จะส่งตัวกลับไป จึงหวังว่าถ้าคนของเราไม่ได้ไปกระทำผิดกฎหมายของเขา ส่วนที่คุยกันได้ก็คุยกัน อย่างที่บอกว่า ประชาชนไม่เกี่ยว เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลกับรัฐบาลที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน
ทั้งนี้ ความคืบหน้าในการก่อสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากที่คนไทยถูกจับกุมตัวไปนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เรื่องกำแพงชายแดนไม่ต้องถามรัฐบาล กองทัพได้รับการจัดสรรและตั้งงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรัฐบาลได้เห็นชอบและอนุมัติไปแล้ว ดังนั้นขั้นตอนการก่อสร้าง และรูปแบบต้องไปถามกองทัพ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีหน่วยงานความมั่นคงรับผิดชอบ บางที่เป็นของกองทัพบก ของกองทัพเรือ และกองบัญชาการทหารสูงสุด




