รัฐบาลโชว์ผลงานปราบ ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’

30 เม.ย. 2569 - 18:36

  • รัฐบาลโชว์ผลงานปราบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

  • ทลายแก๊งสแกมเมอร์-ฟอกเงิน-สวมสัญชาติ-บ่อนพนัน

  • ย้ำชัด “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” เอาผิดถึงที่สุด

รัฐบาลโชว์ผลงานปราบ ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตสวมตัว แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา คือการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ยืนยันว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ โดยดำเนินคดียึดอายัดทรัพย์สินในหลายกรณี

ทั้งนี้ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลและหน่วยงานในสังกัด ที่ต้องการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง วันนี้จึงมีผลงานการปราบปรามเพิ่มเติมที่จะรายงานต่อประชาชนในภาพรวม ซึ่งเป็นผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ เรื่องการปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนราษฎร์และสัญชาติ กระทรวงมหาดไทย ได้จำแนกรายการเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ ได้แก่ “เครือข่าย ก๊ก อาน” และ “เครือข่าย ลียง พัด”

โดยหลังจากการตรวจพบทางทะเบียนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว กรมการปกครอง โดยกระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน ซึ่งร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมดำเนินคดีขยายผลไปยังเครือข่าย โดยปรากฏผลการจับกุมและการปราบปรามเครือข่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ขบวนการเหล่านี้ไม่ได้แยกกันทำ แต่มีความเกี่ยวเนื่องซัพพอร์ตกัน เชื่อมโยงได้ว่าเป็นกลุ่มคนเดียวกัน ส่วนใหญ่คือแก๊งสแกมเมอร์ ฟอกเงิน ขนของเถื่อน และบ่อนการพนัน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด โดยมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงและกองทัพ

ดังนั้น ที่บอกว่าจะไปเจอคนนั้นคนนี้ที่มีอิทธิพล มีชื่อเสียง มีเงิน มีอำนาจต่างๆ ทีมที่ผมมอบหมายให้ปฏิบัติการตามนโยบายรักษาความสงบของชาติ และนโยบายจัดระเบียบสังคม จะปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยยึดหลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม”

ผมมีการสอบถามอยู่ตลอด ไม่ใช่อยู่ดีๆ มอบนโยบายไปแล้วไม่ติดตาม และไม่ได้เชื่อข้อมูลจากใครเพียงคนเดียว แต่มีการตรวจสอบทั้งคนที่อยู่ในวงจรและนอกวงจร โดยมีทีมที่คอยประเมิน พบว่าฝ่ายบังคับใช้กฎหมายทั้งหมดมีความสบายใจ และเต็มใจในแนวทาง ‘ปิดชื่อถือพฤติกรรม’ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีความกังวล

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ ย้ำว่า “ผมได้แสดงให้ทีมเห็นหลายครั้ง โดยได้ร่วมสังเกตการณ์ในการปฏิบัติการจับกุมการกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ตลอด และทุกครั้งที่ไปจะมีการประสานงานทั้งทางตรงและทางอ้อม เมื่อทีมงานเห็นว่าเมื่อทำผิดแล้วเคลียร์ไม่ได้ ซึ่งตรงนี้มีความชัดเจน เขาก็จะดำเนินการได้อย่างเต็มที่จนจบสิ้นกระบวนการ ซึ่งทุกรายถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด จึงอยากให้ประชาชนมีความมั่นใจว่ารัฐบาลเอาจริงกับเรื่องการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกชนิด”

พร้อมกล่าวด้วยว่า ล่าสุดมีการจับกุมบ่อนพนันที่มีรูปแบบใหม่ตามโรงแรมในต่างจังหวัด จึงฝากเตือนผู้ประกอบการว่า หากปล่อยให้มีการเปิดบ่อนหรือซ่องสุมผู้คนทำผิดกฎหมาย จะถือว่ามีความผิดด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการต่างๆ หากสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย ใบอนุญาตจะถูกเพิกถอนและถูกดำเนินคดี

ทั้งนี้ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จะให้การสนับสนุนทุกหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ และถือเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกัน เนื่องจากนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ป.ป.ง., ป.ป.ท. และกระทรวงยุติธรรม ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผม และรับนโยบายจากผม

ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการเคลียร์ การใช้อามิสสินจ้างใดๆ ในการปราบปรามสิ่งเหล่านี้ให้เกิดความไขว้เขว เราไม่จำเป็นต้องมีความร่ำรวยจากสิ่งเหล่านี้ แต่ถือว่าการทำหน้าที่ให้พี่น้องประชาชนและบ้านเมืองมีเกียรติมีค่ามากกว่าอามิสสินจ้างหรือทรัพย์สินเงินทองใดๆ ที่ได้จากสิ่งเหล่านี้

อนุทิน ชาญวีรกูล

ส่วนประเด็นปัญหา “การทุจริตสวมตัว” นายกฯ ระบุว่า เราดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะเริ่มจากจุดเล็กๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ และมีการขยายผล ซึ่งมีอีกหลาย 1,000 กรณี เราพอที่จะทราบเครือข่ายของกระบวนการเหล่านี้แล้ว เชื่อว่าคงจะหยุดการกระทำรูปแบบเดิมได้ และหากคิดจะทำในรูปแบบใหม่ก็คงไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน

เมื่อถามว่า จะมีการถอนสัญชาติแก๊งเหล่านี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราทำทุกอย่าง การถอนสัญชาติก็ดำเนินการไปมาก รวมถึงการยึดทรัพย์ และหากใช้คนเหล่านี้เป็นนอมินี หรือทำธุรกรรมใดๆ ก็ตาม ต้องถือว่าธุรกรรมเหล่านั้นเป็นโมฆียะ ไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ ส่วนการติดตามจับกุมดำเนินคดีเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองและตำรวจ ขณะที่ “การฟ้องยึดทรัพย์” ป.ป.ง., ป.ป.ท. และดีเอสไอ ทำงานร่วมกันอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขบวนการทุจริตทะเบียนราษฎร–สัญชาติไทย พบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้ช่องโหว่กฎหมายสร้าง “ตัวตนปลอม” เพื่อฟอกเงินและถือครองทรัพย์สิน โดยมีปฏิบัติการสำคัญ ได้แก่

  • “ตัดหมอกเวียงแหง” (พ.ย. 2568) จ.เชียงใหม่ จับ 14 ราย พบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว 11 ราย
  • “สลายหมอกเชียงดาว” (ม.ค. 2569) จับ 6 ราย
  • “ตัดบัตรกรุงเก่า” (มี.ค. 2569) จ.พระนครศรีอยุธยา พบย้ายทะเบียนบ้านเท็จ 214 ราย จับ 6 ราย
  • “ย้อนเกล็ดมังกร” (29 เม.ย. 2569) ทลายขบวนการจีน จ้างชายไทยจดทะเบียนสมรสกับหญิงจีน ก่อนแจ้งเกิดบุตรด้วยข้อมูลเท็จเพื่อให้ได้สัญชาติไทย ใช้เป็นช่องทางฟอกเงินและตั้งนอมินี จับกุมแล้ว 6 ราย (ชาวจีน 2 ราย, ชายไทยรับจ้าง 3 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย) พบเชื่อมโยงอย่างน้อย 5 กรณี ซึ่งดำเนินคดีอาญา 34 ราย และดำเนินการทางวินัยเจ้าหน้าที่รัฐ 19 ราย

ขณะเดียวกัน ยังเร่งปราบบ่อนพนันผิดกฎหมาย โดยเปิดปฏิบัติการ

  • “ROSE GARDEN” จ.นครราชสีมา จับ 89 ราย เงินหมุนเวียนกว่า 60 ล้านบาทต่อเดือน
  • “สิงห์ปราบปรปักษ์” ใน กทม. 2 จุด จับรวม 106 ราย เงินสะพัดหลายสิบล้านบาทต่อเดือน

การปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ได้ดำเนินการตามนโยบายในการสร้างความมั่นคงปลอดภัย โดยการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย จำนวน 3 คดี อีกทั้งชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัด 76 ชุด และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอ 878 ชุด ได้มีผลการดำเนินงานจับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 5,510 คดี และการออกตรวจตรา ทั้งจุดตรวจ จุดสกัด และการหาข่าว รวมทั้งสิ้น 339,184 ครั้ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์