ช่วงนี้ คำว่า OECD น่าจะคุ้นๆ หูของใครหลายคน เพราะ ‘ประเทศไทย’ ในเวลานี้ เป็น 1 ใน 8 ประเทศที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งการเป็นสมาชิก OECD นับเป็น “ก้าวย่างสำคัญ” เพื่อยกระดับยกระดับคุณภาพมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การลงทุน และการบริหารภาครัฐ ให้ทันสมัย โปร่งใสและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
OECD คืออะไร?
OECD คือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ Organisation for Economic Co-operation and Development เป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลวิจัยและคำปรึกษา แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมความมั่นคง ความเท่าเทียม ความเป็นอยู่ที่ดี และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามวิสัยทัศน์ ‘Better Policies for Better Lives’
OECD เป็นองค์กรที่พัฒนามาจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งภาคพื้นยุโรป ตั้งขึ้นตามแผนการ (Marshall Plan) ในปี 1948 เพื่อฟื้นฟู เศรษฐกิจของประเทศในภาคพื้นยุโรปภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งต่อมาในปี 1961 ได้จัดตั้งเป็น OECD และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ความคืบหน้าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของ ‘ประเทศไทย’
ประเทศไทยตระหนักดีว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์มากมาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จึงลงนามคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของกระทรวงมหาดไทย”
โดยมี ‘อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง
เป้าหมายของ ‘อนุทิน’ กับการแต่งตั้งครั้งนี้ คือ ร่วมกันผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD
แต่ชื่อของ ‘อรรษิษฐ์’ กับ ‘องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา’ กลับทำให้เกิดข้อสงสัย ในเมื่อชื่อองค์กรมีคำว่า ‘เศรษฐกิจ’ อย่างเด่นชัด แล้วเหตุใด จึงให้ ‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ มาผลักดันภารกิจนี้ ?
เหตุผลที่ต้องเป็น ‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’
สำหรับ OECD หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หลายคนมองว่า เป็นเรื่อง ‘เศรษฐกิจ’ เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว OECD มีขอบเขตที่กว้างกว่านั้นมาก โดยครอบคลุมนโยบายภาครัฐแทบจะทุกด้าน เช่น
- เศรษฐกิจและการคลัง
- การลงทุน
- ภาษี
- การศึกษา
- สิ่งแวดล้อม
- ดิจิทัล
- การต่อต้านคอร์รัปชัน
- การกำกับดูแลภาครัฐ
- การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น
เมื่อดูขอบเขตหน้าที่ของ OECD แบบภาพรวมแล้ว จะพบว่า ยังมีประเด็นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย อย่าง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค การปกครองท้องถิ่น หรือธรรมาภิบาล
และเมื่อดูคำสั่งที่ ‘นายกฯ อนุทิน’ ลงนามแต่งตั้ง จะพบว่า คณะกรรมการดังกล่าว มีชื่อเรียกแบบเต็มๆ ว่า “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของกระทรวงมหาดไทย” ที่มี ‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานคณะกรรมการชุดของ ‘กระทรวงมหาดไทย’
เท่ากับว่า คณะกรรมการฯ นี้ ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยทั้งหมดใช่หรือไม่?
เนื่องจากก่อนหน้านี้ ครม.ได้ตั้ง “คณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย” ซึ่งเป็น ‘คณะระดับชาติ’ มี ‘นายกรัฐมนตรี’ เป็นประธาน และมีรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้แทนหน่วยงานสำคัญร่วมกำกับทิศทาง ดังนั้น “คณะของมหาดไทย” จึงเป็นเพียงหนึ่งใน ‘กลไก’ ของทั้งองคาพยพ
ทำไม ‘มหาดไทย’ มีบทบาทเด่น แทนที่จะเป็น ‘กระทรวงการคลัง’?
ข้อสงสัยนี้ อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะหากดูจากข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ‘กระทรวงการคลัง’ ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในการผลักดันไทยเข้าสู่ OECD เสมอ เพราะเป็นหน่วยงานหลักด้านการเจรจามาตรฐานเศรษฐกิจ ซึ่งรับผิดชอบการหารือกับ OECD ในหลายคณะกรรมการ
- นโยบายเศรษฐกิจมหภาค
- นโยบายการคลัง
- ระบบภาษี
- การลงทุนระหว่างประเทศ
- ตลาดทุนและบริการทางการเงิน
- การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ
นอกจากนี้ ‘กระทรวงการคลัง’ ยังปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องมาตรฐาน OECD โดยที่ผ่านมา ผลักดันหลายเรื่อง ทั้งการปฏิรูประบบภาษีให้สอดคล้องมาตรฐานสากล ยกระดับความโปร่งใสด้านภาษี การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษี ปรับปรุงกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและการเงินผิดกฎหมาย ยกระดับธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจตามแนวปฏิบัติของ OECD ขณะเดียวกัน ยังผลักดันมาตรฐานภาษีระหว่างประเทศ โดยไทยเข้าร่วมความร่วมมือด้านภาษีกับ OECD มาอย่างต่อเนื่อง
‘กระทรวงการคลัง’ ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจมากมาย ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยให้เป็นไปตามเกณฑ์ของ OECD
แล้วทำไมช่วงนี้ ชื่อของ ‘กระทรวงมหาดไทย’ จึงเด่นชัด?
การเข้า OECD เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมมาตรฐานมากกว่า 20 สาขา เช่น สิ่งแวดล้อม การศึกษา ดิจิทัล แรงงาน การแข่งขัน การต่อต้านคอร์รัปชัน เกษตร และการกำกับดูแลภาครัฐ ดังนั้น จึงต้องอาศัยหลายกระทรวงร่วมกัน นี่จึงน่าจะเป็นเหตุผลให้รัฐบาลมอบหมาย ‘กระทรวงมหาดไทย’ มารับบทนำในด้านธรรมาภิบาล การต่อต้านการทุจริต การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการประสานหน่วยงานทั่วประเทศ
หากสรุปตามโครงสร้างบทบาทหน้าที่ ก็จะเข้าใจได้ว่า ‘กระทรวงมหาดไทย’ ไม่ได้เข้ามาแทน ‘กระทรวงการคลัง’
อีกทั้ง การผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้มี ‘เจ้าภาพ’ เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ซึ่งนอกจากกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยแล้ว ก็ยังมีกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักนายกรัฐมนตรี ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องประสานความร่วมมือกัน
เป็นเพราะความสนิทสนมกับ ‘นายกฯ’ หรือไม่ ที่ทำให้ชื่อ ‘อรรษิษฐ์’ โดดเด่นออกมาในเวลานี้?
แม้ ‘ปลัดมหาดไทย’ จะเคยออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไม่ใช่ ‘ร่างทรง’ ของนายกฯ อนุทิน แต่คนก็อดเคลือบแคลงไม่ได้ เมื่อมีคำสั่งเกี่ยวกับการผลักดัน OECD นี้ออกมา
ทว่าหากมองแบบเป็นกลาง ผ่านมุมการบริหารงาน ‘นายกฯ อนุทิน’ ซึ่งนั่งอยู่ในเก้าอี้ ‘รมว.มหาดไทย’ ด้วย ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ต้องการให้กระทรวงที่กำกับโดยตรงได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพราะถือว่าเป็นสายบังคับบัญชาโดยตรง และเมื่อ ‘กระทรวงมหาดไทย’ จะต้องมีคณะกรรมการของตัวเอง คนที่เป็นหัวหน้าฝ่ายประจำของกระทรวงก็คือ ‘ปลัดกระทรวง’ นั่นเอง
ส่วนการวางชื่อ ‘อรรษิษฐ์’ แบบนี้ จะดูเป็นการปูทางไปตำแหน่งใดหรือไม่ ก็ยัง ‘คาดเดา’ ได้ยาก เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เกิดขึ้นได้เสมอ คงต้องติดตามกันแบบใกล้ชิดว่า นี่จะเป็นแค่การ ‘แต่งตั้ง’ ตามปกติทั่วไป หรือ เป็นการวางรากฐานเพื่อปูทางให้ ‘ข้าราชการคนหนึ่ง’ อยู่ต่อได้อย่างมั่นคง ก่อนจะเกษียณอายุราชการในปี 2574 หรือไม่ ?




