อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมต.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยอมรับถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีนักการเมืองทยอยเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย มากกว่าคราวเปิดรับสมัครสมาชิกพรรค เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา หากการเมืองถึงคราวเปลี่ยนวาระ หรือทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง พร้อมยกตัวอย่าง สมัยปี 2535 คนวิ่งเข้าพรรคประชาธิปัตย์, ปี 2538 วิ่งเข้าพรรคชาติไทย, ปี 2539 วิ่งเข้าพรรคความหวังใหม่, ปี 2544 วิ่งเข้าพรรคไทยรักไทย ดังนั้น ในปี 2566 หากคนจะวิ่งเข้าพรรคภูมิใจไทย จะแตกต่างจากอดีตตรงไหน
“ไม่เห็นเป็นเรื่องใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ ถือเป็นเรื่องปกติ พรรคภูมิใจไทยมีทั้งคนเข้าและออก ที่เป็น ส.ส. หรือผู้สมัคร ส.ส.ออกไปจากพรรคก็มี ทำไมตรงนี้ไม่มองว่าเป็นงูเห่า หรือพลังดูดบ้างล่ะ ไม่เห็นพูดถึง แต่พอมีคนเข้ามาพรรคภูมิใจไทย เป็นเรื่องเลย” อนุทิน กล่าว
ทั้งนี้ แต่สิ่งที่พรรคภูมิใจไทย แตกต่างจากพรรคอื่นคือใครจะมาใครจะไปเรายินดีหมด หากสอบถามแล้วยังยืนยันจะไป ก็อวยพรให้โชคดี ไปทำงานให้กับบ้านเมือง ไม่มีอะไรอะไรโกรธกัน สบายใจได้ พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ
“เราไม่มีการไล่ส่ง ไม่แดกดัน ไม่ด้อยค่า หรือไปดูถูกพรรคที่ไปสังกัด ไม่วิเคราะห์ว่าเขาจะได้หรือตก เพราะเขาเลือกทางเดินแล้ว คนมีน้ำใจนักกีฬา ก็ต้องบอกว่าขอให้ไปดี ให้สำเร็จ มีตำแหน่งแห่งหน ทำไมต้องมานั่งด่าเขา สาปแช่งเขา ไม่มีประโยชน์เลย การที่เราไปด่าเขาก็เท่ากับว่าไปด่าประชาชนที่สนับสนุนเขา แล้วเป็นผู้แทนฯ เป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี คุณด่าประชาชนได้หรือไม่มันสมควรทำหรือไม่” อนุทิน กล่าว
อนุทิน กล่าวอีกว่า ในอดีตพรรคภูมิใจไทย ยิ่งเล่นการเมืองเพื่อนยิ่งหาย คนที่เคยรักนับถือต้องอยู่คนละข้าง เมินใส่กัน ทั้งที่ไม่มีเรื่องโกรธเคืองเลย จึงตั้งคำถามว่า จะทำให้ความสัมพันธ์ที่เล่นการเมืองกันมานั้นหายไปหมดเลยหรือ มันได้อะไรขึ้นมา อายุก็มากขึ้น แก่ตัวขึ้น แล้วยังจะมาทะเลาะกันอีกเพื่ออะไร พรรคภูมิใจไทยประสบเรื่องเหล่านี้มาตลอด ถึงมีความอดทนสูง ถูกดูถูกเหยียดหยาม และจะไปทำอย่างที่เคยโดนมาเด็ดขาด
“คำว่าเนรคุณ ไม่สมควรใช้ในทางการเมือง เพื่อโจตีกัน ขอถามว่าไปเอาเงินเขามาหรือไม่ พูดตรงๆ คือ เป็นส.ส.ประชาชนเลือกเขามา เมื่อเข้ามาในสภาฯ แล้วเลือกหัวหน้าพรรคของตัวเองเป็นนายกฯ ก็ตอบแทนกันแล้วจบแล้ว นายกฯ ก็ลงพื้นที่ให้ผู้แทนฯก็ตอบแทนกลับ ขณะที่ ผู้แทนฯ ก็ยกมือไว้วางใจนายกฯ หรือรัฐมนตรี ทุกครั้งมันมีการต่างตอบแทนกัน เพราะฉะนั้นคำว่าเนรคุณมันเป็นศัพท์ หรือวาทกรรมที่ผลิตขึ้นมา ความเป็นจริงไม่มีหัวหน้าพรรคคนไหนที่จะมีบุญคุณมากพอที่จะให้ลูกพรรคติดหนี้บุญคุณ ถึงใช้คำว่าเนรคุณได้ เพราะทุกคนเข้ามาเพราะประชาชน ไม่ได้เข้ามาเพราะเงินหัวหน้าพรรค” อนุทิน กล่าว
“ไม่เห็นเป็นเรื่องใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ ถือเป็นเรื่องปกติ พรรคภูมิใจไทยมีทั้งคนเข้าและออก ที่เป็น ส.ส. หรือผู้สมัคร ส.ส.ออกไปจากพรรคก็มี ทำไมตรงนี้ไม่มองว่าเป็นงูเห่า หรือพลังดูดบ้างล่ะ ไม่เห็นพูดถึง แต่พอมีคนเข้ามาพรรคภูมิใจไทย เป็นเรื่องเลย” อนุทิน กล่าว
ทั้งนี้ แต่สิ่งที่พรรคภูมิใจไทย แตกต่างจากพรรคอื่นคือใครจะมาใครจะไปเรายินดีหมด หากสอบถามแล้วยังยืนยันจะไป ก็อวยพรให้โชคดี ไปทำงานให้กับบ้านเมือง ไม่มีอะไรอะไรโกรธกัน สบายใจได้ พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ
“เราไม่มีการไล่ส่ง ไม่แดกดัน ไม่ด้อยค่า หรือไปดูถูกพรรคที่ไปสังกัด ไม่วิเคราะห์ว่าเขาจะได้หรือตก เพราะเขาเลือกทางเดินแล้ว คนมีน้ำใจนักกีฬา ก็ต้องบอกว่าขอให้ไปดี ให้สำเร็จ มีตำแหน่งแห่งหน ทำไมต้องมานั่งด่าเขา สาปแช่งเขา ไม่มีประโยชน์เลย การที่เราไปด่าเขาก็เท่ากับว่าไปด่าประชาชนที่สนับสนุนเขา แล้วเป็นผู้แทนฯ เป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี คุณด่าประชาชนได้หรือไม่มันสมควรทำหรือไม่” อนุทิน กล่าว
อนุทิน กล่าวอีกว่า ในอดีตพรรคภูมิใจไทย ยิ่งเล่นการเมืองเพื่อนยิ่งหาย คนที่เคยรักนับถือต้องอยู่คนละข้าง เมินใส่กัน ทั้งที่ไม่มีเรื่องโกรธเคืองเลย จึงตั้งคำถามว่า จะทำให้ความสัมพันธ์ที่เล่นการเมืองกันมานั้นหายไปหมดเลยหรือ มันได้อะไรขึ้นมา อายุก็มากขึ้น แก่ตัวขึ้น แล้วยังจะมาทะเลาะกันอีกเพื่ออะไร พรรคภูมิใจไทยประสบเรื่องเหล่านี้มาตลอด ถึงมีความอดทนสูง ถูกดูถูกเหยียดหยาม และจะไปทำอย่างที่เคยโดนมาเด็ดขาด
“คำว่าเนรคุณ ไม่สมควรใช้ในทางการเมือง เพื่อโจตีกัน ขอถามว่าไปเอาเงินเขามาหรือไม่ พูดตรงๆ คือ เป็นส.ส.ประชาชนเลือกเขามา เมื่อเข้ามาในสภาฯ แล้วเลือกหัวหน้าพรรคของตัวเองเป็นนายกฯ ก็ตอบแทนกันแล้วจบแล้ว นายกฯ ก็ลงพื้นที่ให้ผู้แทนฯก็ตอบแทนกลับ ขณะที่ ผู้แทนฯ ก็ยกมือไว้วางใจนายกฯ หรือรัฐมนตรี ทุกครั้งมันมีการต่างตอบแทนกัน เพราะฉะนั้นคำว่าเนรคุณมันเป็นศัพท์ หรือวาทกรรมที่ผลิตขึ้นมา ความเป็นจริงไม่มีหัวหน้าพรรคคนไหนที่จะมีบุญคุณมากพอที่จะให้ลูกพรรคติดหนี้บุญคุณ ถึงใช้คำว่าเนรคุณได้ เพราะทุกคนเข้ามาเพราะประชาชน ไม่ได้เข้ามาเพราะเงินหัวหน้าพรรค” อนุทิน กล่าว




