อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นกรณีพิเศษ (Special Dinner in Honor of the U.S. President and State Leaders) ภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation) ซึ่งประธานาธิบดี อี แช มย็อง แห่งเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ โดยจัดขึ้น ณ โรงแรม Hilton Gyeongju เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ในเวลา 18.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และผู้นำเขตเศรษฐกิจพิเศษเอเปค

งานเลี้ยงอาหารค่ำดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 โดยมีผู้นำจากเขตเศรษฐกิจสำคัญที่เข้าร่วมงานนี้ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ได้แก่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, ประธานาธิบดี อี แช มย็อง, แอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา, คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์, ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และประธานาธิบดีเลือง เกื่อง แห่งเวียดนาม ซึ่งในช่วงก่อนงานเลี้ยงผู้นำทั้ง 8 ชาติได้พบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย ภายหลังอาหารค่ำ ผู้นำที่เข้าร่วมงานเลี้ยงได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation)
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในงานเลี้ยงอาหารค่ำ สรุปสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดี อี แช มย็อง สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงค่ำสุดพิเศษในครั้งนี้ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อยู่ท่ามกลางพันธมิตรและหุ้นส่วนจากทั่วภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ซึ่งต่างมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

ทั้งนี้ ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือรอบด้านกับทุกพันธมิตร ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับอนุภูมิภาค และระดับภูมิภาค ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น อาเซียน กรอบความร่วมมือแม่โขง และความตกลงRCEP โดยไทยและเกาหลีใต้กำลังเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ กรอบแม่โขง–เกาหลีใต้ และการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) ขณะเดียวกัน ไทยยังทำงานร่วมกับสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง–สหรัฐฯ (Mekong–U.S. Partnership) และกรอบ ACMECS เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค
นายกรัฐมนตรียังรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้าร่วมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อสันติภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาค พร้อมกล่าวขอบคุณที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน Joint Declaration เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยหวังว่าสหรัฐฯ จะเห็นถึงความตั้งใจจริงและความพยายามอย่างสร้างสรรค์ของไทย “เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย–สหรัฐฯ ที่สมดุลและเกิดประโยชน์ร่วมกันต่อประชาชนของไทยและสหรัฐฯ”

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกเป็นหนึ่งในกลไกหลักของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีศักยภาพสูงจากประชากรที่ขยันขันแข็ง เต็มไปด้วยพลัง และมีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ รวมถึงเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและการเชื่อมโยง โดยการจะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้เป็นโอกาสที่แท้จริง จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของสหรัฐฯ ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
- ความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ AI ซึ่งไทยเห็นว่า “เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงขับเคลื่อนนวัตกรรม แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการหลอกลวงทางออนไลน์”
- การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการแข่งขัน ด้วยการลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม ทั้งนี้ ความตั้งใจของไทยที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD สะท้อนถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว
- การเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานมีความยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน
ตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำว่า “ไทยจะร่วมมือกับทุกเขตเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมค่านิยมร่วมด้านในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ประชาชนในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก”




