อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวระหว่างลงพื้นที่หาเสียงในเขตสาทร เพื่อช่วย พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เบอร์ 12 พรรคภูมิใจไทย โดยแสดงความมั่นใจในนโยบายต่างๆ ของพรรคฯ รวมถึงความขยันของผู้สมัครฯ ที่จะทำคะแนนให้กับพื้นที่และทำคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทยได้ ส่วนการที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่ากระแสในพื้นที่ กทม.ขณะนี้ มีแค่ 3 พรรคการเมือง ที่แข่งกันอยู่นั้น มองว่า ผู้สมัครฯ พรรคภูมิใจไทย ยิ่งต้องลงพื้นที่ และหาเสียงให้กับตัวเองมากขึ้น ต้องต่อสู้เต็มที่ ลงพื้นที่ใกล้ชิดประชาชนให้มากขึ้น อธิบายนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการแข่งขันถือเป็นเรื่องปกติ ยิ่งแข่งขันประชาชนยิ่งได้ประโยชน์ ทั้งนี้ เมื่อดูจากโพลตัวเองในพื้นที่ กทม. แล้วก็มีความมั่นใจในส่วนของผู้สมัครฯ ที่มีความแข็งแรงอยู่แล้ว และมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะพิจารณานโยบายของพรรคภูมิใจไทย ในส่วนที่เป็นบัตรบัญชีรายชื่อด้วย
“พรรคภูมิใจไทยมีความมั่นใจ และมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการผลักดันนโยบายมารับใช้บ้านเมือง จึงคิดว่าไม่ต้องมีไม้เด็ดอะไร ขอแค่ทำอย่างสม่ำเสมอ และมีความจริงใจต่อภารกิจที่เราได้รับมอบหมายจากประชาชน ไม่ใช่มาขอคะแนนแล้ว 4 ปีหายไป ถ้าเป็นแบบนี้ ก็คงเป็น ส.ส.ได้เพียงครั้งเดียว และจะไม่มีวันได้เกิดในทางการเมืองอีกเลย” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
ส่วนที่หลายพรรคการเมือง มีนโยบายจูงใจในเรื่องของการแจกเงิน มองว่า ใครพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบในนโยบายของตัวเอง ถ้าพูดไปแล้วถึงเวลาจริงทำไม่ได้ ประชาชนก็จะไม่เชื่อถืออีกต่อไป
“ทำการเมืองจะทำครั้งเดียวไม่ได้ สภาฯ หลังเลือกตั้งเข้ามาจะอยู่นานหรือไม่นานก็ไม่รู้ ไปพูดอะไรแล้วทำไม่ได้ ความเชื่อถือของประชาชนก็จะลดน้อยลงไป เราเห็นตัวอย่างมามากมายแล้ว แต่พรรคภูมิใจไทยจะไม่ไปก้าวล่วงหรือพูดถึงพรรคอื่นว่า นโยบายทำไม่ได้ ทั้งนี้ คนที่เป็นระดับหัวหน้าพรรค เสนอตัวเป็นผู้แทน เป็นผู้นำของประเทศ คำพูดจะต้องมีน้ำหนัก จะต้องทำให้ได้ไม่ใช่พูดไปเรื่อยๆเพื่อหวังคะแนน พรรคภูมิใจไทย ไม่ทำแน่นอน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
นอกจากนี้ อนุทิน ยังไม่กังวลการลงพื้นที่ต่อต้านกัญชาเสรีของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในพื้นที่ภาคใต้ ว่าจะส่งผลกระทบต่อพรรคภูมิใจไทย
“หวั่นอะไร นายชูวิทย์ เขาก็พูดว่า ต้องทำผิดกฎหมาย ยังไงก็ไม่มีการพูดว่าไม่เอากัญชา 100% พูดแต่ว่ากัญชาทางการแพทย์ได้ ฉะนั้น วันนี้นายชูวิทย์ เลยพูดในลักษณะที่ว่า ไปไหนมา 3 วา 2 ศอก คนที่ทำผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ต้องไปไล่จับ มันต้องทำตามกฎตามระเบียบที่วางไว้ คนที่จะใช้ทางการแพทย์ก็ต้องได้รับอนุญาต และน้ำมันกัญชาก็เป็นยาหลักขึ้นอยู่ในบัญชียาแห่งชาติ ถ้าเป็นสิ่งไม่ดีจะเป็นยาได้หรือไม่ เราทำในเรื่องของสุขภาพ เศรษฐกิจ ไม่มีอันไหนอนุญาตให้ทำผิดกฎหมายหรือปล่อยเสรี ซึ่งหากยกเลิก กัญชาผู้ป่วยที่เขาใช้กัญชารักษาโรคก็จะได้รับผลกระทบ เขาจะทำอย่างไร” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
ส่วนประเด็นการโจมตีนโยบายกัญชานั้น อนุทิน มองว่า แม้ ชูวิทย์ ไม่โจมตี พรรคการเมืองอื่นก็โจมตีอยู่ดี เช่น ในเวทีดีเบตต่างๆ แม้แต่ที่ จ.บุรีรัมย์ ก็พูดถึง และไล่พรรคภูมิใจไทย ออกจากบุรีรัมย์
“ก็ไม่รู้ว่าพรรคภูมิใจไทย หมูไปหรือเปล่า แต่เราไม่เคยโจมตีใคร คนอื่นจะพูดอะไร ถ้าได้ประโยชน์ พรรคภูมิใจไทยก็ยินดีได้” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
ส่วนเมื่อถามถึงกระบวนการพยายามสกัดกั้นการเจริญเติบโตของพรรคภูมิใจไทย อนุทิน กล่าวว่า “ไม่ทันแล้ว ช้าไปแล้ว” เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หมายถึงเจริญเติบโตเกินกว่าที่จะสกัดกั้นได้แล้วใช่หรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “อืม ส่วนจะเจริญเติบโตกว่านี้หรือไม่ ก็ทำดีที่สุด” เมื่อถามถึงกรณีที่ชาวบ้านไล่ ชูวิทย์ ในพื้นที่ภาคใต้ นั้นเป็นแฟนคลับของพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “เห็นในภาพ น่าจะเป็นคนที่เห็นคุณค่าของการใช้กัญชา”
“พรรคภูมิใจไทยมีความมั่นใจ และมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการผลักดันนโยบายมารับใช้บ้านเมือง จึงคิดว่าไม่ต้องมีไม้เด็ดอะไร ขอแค่ทำอย่างสม่ำเสมอ และมีความจริงใจต่อภารกิจที่เราได้รับมอบหมายจากประชาชน ไม่ใช่มาขอคะแนนแล้ว 4 ปีหายไป ถ้าเป็นแบบนี้ ก็คงเป็น ส.ส.ได้เพียงครั้งเดียว และจะไม่มีวันได้เกิดในทางการเมืองอีกเลย” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
ส่วนที่หลายพรรคการเมือง มีนโยบายจูงใจในเรื่องของการแจกเงิน มองว่า ใครพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบในนโยบายของตัวเอง ถ้าพูดไปแล้วถึงเวลาจริงทำไม่ได้ ประชาชนก็จะไม่เชื่อถืออีกต่อไป
“ทำการเมืองจะทำครั้งเดียวไม่ได้ สภาฯ หลังเลือกตั้งเข้ามาจะอยู่นานหรือไม่นานก็ไม่รู้ ไปพูดอะไรแล้วทำไม่ได้ ความเชื่อถือของประชาชนก็จะลดน้อยลงไป เราเห็นตัวอย่างมามากมายแล้ว แต่พรรคภูมิใจไทยจะไม่ไปก้าวล่วงหรือพูดถึงพรรคอื่นว่า นโยบายทำไม่ได้ ทั้งนี้ คนที่เป็นระดับหัวหน้าพรรค เสนอตัวเป็นผู้แทน เป็นผู้นำของประเทศ คำพูดจะต้องมีน้ำหนัก จะต้องทำให้ได้ไม่ใช่พูดไปเรื่อยๆเพื่อหวังคะแนน พรรคภูมิใจไทย ไม่ทำแน่นอน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
นอกจากนี้ อนุทิน ยังไม่กังวลการลงพื้นที่ต่อต้านกัญชาเสรีของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในพื้นที่ภาคใต้ ว่าจะส่งผลกระทบต่อพรรคภูมิใจไทย
“หวั่นอะไร นายชูวิทย์ เขาก็พูดว่า ต้องทำผิดกฎหมาย ยังไงก็ไม่มีการพูดว่าไม่เอากัญชา 100% พูดแต่ว่ากัญชาทางการแพทย์ได้ ฉะนั้น วันนี้นายชูวิทย์ เลยพูดในลักษณะที่ว่า ไปไหนมา 3 วา 2 ศอก คนที่ทำผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ต้องไปไล่จับ มันต้องทำตามกฎตามระเบียบที่วางไว้ คนที่จะใช้ทางการแพทย์ก็ต้องได้รับอนุญาต และน้ำมันกัญชาก็เป็นยาหลักขึ้นอยู่ในบัญชียาแห่งชาติ ถ้าเป็นสิ่งไม่ดีจะเป็นยาได้หรือไม่ เราทำในเรื่องของสุขภาพ เศรษฐกิจ ไม่มีอันไหนอนุญาตให้ทำผิดกฎหมายหรือปล่อยเสรี ซึ่งหากยกเลิก กัญชาผู้ป่วยที่เขาใช้กัญชารักษาโรคก็จะได้รับผลกระทบ เขาจะทำอย่างไร” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
ส่วนประเด็นการโจมตีนโยบายกัญชานั้น อนุทิน มองว่า แม้ ชูวิทย์ ไม่โจมตี พรรคการเมืองอื่นก็โจมตีอยู่ดี เช่น ในเวทีดีเบตต่างๆ แม้แต่ที่ จ.บุรีรัมย์ ก็พูดถึง และไล่พรรคภูมิใจไทย ออกจากบุรีรัมย์
“ก็ไม่รู้ว่าพรรคภูมิใจไทย หมูไปหรือเปล่า แต่เราไม่เคยโจมตีใคร คนอื่นจะพูดอะไร ถ้าได้ประโยชน์ พรรคภูมิใจไทยก็ยินดีได้” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
ส่วนเมื่อถามถึงกระบวนการพยายามสกัดกั้นการเจริญเติบโตของพรรคภูมิใจไทย อนุทิน กล่าวว่า “ไม่ทันแล้ว ช้าไปแล้ว” เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หมายถึงเจริญเติบโตเกินกว่าที่จะสกัดกั้นได้แล้วใช่หรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “อืม ส่วนจะเจริญเติบโตกว่านี้หรือไม่ ก็ทำดีที่สุด” เมื่อถามถึงกรณีที่ชาวบ้านไล่ ชูวิทย์ ในพื้นที่ภาคใต้ นั้นเป็นแฟนคลับของพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “เห็นในภาพ น่าจะเป็นคนที่เห็นคุณค่าของการใช้กัญชา”




