อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสพรรคร่วมรัฐบาลพยายามลอยแพพรรคเพื่อไทย หลังมีกระแสด้านลบเกี่ยวกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท โดยยืนยันว่า ไม่มีการลอยแพ และติดตามเรื่องนี้อยู่ ขณะที่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาจะมีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่หากในอนาคตมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลก็ต้องตรวจสอบ เพราะไม่เช่นนั้น จะมาเป็นนโยบายรัฐบาลไม่ได้ และเมื่อเป็นนโยบายของรัฐบาล พรรคร่วมฯ จะต้องช่วยกันสนับสนุน แต่ก่อนจะออกเป็นนโยบายจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และการตราเป็นพระราชบัญญัติ
“เมื่อเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาแล้ว เราก็มีหน้าที่ในการทำให้นโยบายของรัฐบาลได้รับการผลักดัน”

รัฐบาลพร้อมรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย ชี้หากพบปัญหาต้องคุยกันหาทางออก
อนุทิน ย้ำด้วยว่า “ไม่มีการลอยแพอยู่แล้ว แต่อยู่ในเรือนแพ” ส่วนกรณีที่ สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มีความเห็นว่า อยากให้เป็นการใช้เงินเฉพาะกลุ่มนั้น ยืนยันว่ารัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อนำมาพิจารณาว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมตามรัฐธรรมนูญและทำได้จริง ขออย่าไปมองว่ามีนโยบายอะไรที่เป็นพิเศษขึ้นมา เพราะนโยบายนี้ ถือเป็นนโยบายหลักที่พรรคเพื่อไทย ใช้หาเสียงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ต้องมั่นใจว่าการนำไปใช้ ต้องไม่ขัดแย้งกับหลักกฏหมาย ส่วนที่ขณะนี้ มีแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์แต่ยังขาดเสียงสนับสนุนนั้น อนุทิน ย้ำว่า ในส่วนของรัฐบาล 320 เสียง ต้องสนับสนุน
“ไม่ใช่ว่าจะนำออกมาใช้ได้เลย ยังต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณา แต่ในขณะนี้ ก็ยังสนับสนุนในฐานะเป็นรัฐบาล แต่หากดูแล้วมีอะไรที่เป็นปัญหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ-ระเบียบ ก็ต้องคุยกันเพื่อหาทางออกให้ได้”

ลุยปราบผับเถื่อน-มั่วสุมยาเสพติดทั่วประเทศ ขู่ผู้ประกอบการอย่าทำผิด เพราะจะถูกขยายผลหลายเรื่อง
สำหรับกรณีที่กรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการราชสีห์ตรวจสถานบันเทิงผิดกฎหมายที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งพบความผิดหลายด้าน รวมถึงการปล่อยให้ใช้ยาเสพติดภายในร้าน จะมีการขยายผลอย่างไรนั้น อนุทิน ชี้แจงว่า กรมการปกครองมีชุดที่จะขยายผลไปปราบปรามผับต่างๆ เพื่อไม่ให้ทำผิดกฎหมายและการเสพยาเสพติด ซึ่งได้ปฏิบัติตามแนวทางของรัฐบาล เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย ครอบคลุมไปถึงเรื่องยาเสพติดตามสถานบริการมอมเมาเยาวชน รวมไปถึงอาวุธปืนด้วย ซึ่งตอนนี้ มีการดำเนินแล้วและได้ขยายผลทั่วประเทศ
อยากบอกสถานประกอบการต่างๆ ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะหากเข้าไปแล้วพบความผิด จะมีการขยายผลต่างๆ อีกมาก ส่วนใหญ่ที่เข้าไปจับสถานประกอบการ ก็ล้วนไม่มีใบอนุญาต บางแห่งก็เคยถูกขึ้นบัญชีดำสั่งปิดบริการ 5 ปี แต่กลับเปิดให้บริการอยู่ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่ม ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด





