
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังประชุมมอบนโยบายแก่กรมการปกครอง และรับฟังการบรรยายสรุปผลงาน ซึ่งเน้นเรื่องการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข การอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมถึงการจัดระเบียบสังคม การปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ให้เห็นว่าเราไม่ได้ทําแบบสุกเอาเผากิน หรือตอบสนองกระแสในแต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้ ระหว่างการตรวจเยี่ยม ได้ชื่นชมหน่วยงานสังกัดกรมการปกครอง
นอกจากนี้ กรมการปกครองได้ตอบสนองนโยบายสิบข้อหลัก ซึ่งเป็นข้อสั่งการจาก เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเน้นการจัดระเบียบสังคม การปราบผู้มีอิทธิพล การควบคุมอาวุธปืน การช่วยเหลือประชาชนในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะการสำรวจความต้องการของครอบครัวแรงงานไทยในอิสราเอล ว่าต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ พร้อมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปลงพื้นที่เพื่อโน้มน้าวให้ครอบครัวแรงงานไทยเกลี้ยกล่อมแรงงานให้เดินทางกลับ โดยรัฐบาลจะอำนวยความสะดวกเต็มที่ หาวิธีการเยียวยาช่วยเหลือและโอกาสโอกาสการสร้างรายได้

ลั่นเกาะติด ‘บัญชีมาเฟีย’ ยันเร่ง ‘ร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ฉบับใหม่’ ชง ครม.ส่งต่อสภาฯ เห็นชอบ
กรมการปกครอง ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดว่า กลุ่มผู้มีอิทธิพลมีความเคลื่อนไหวที่เป็นภัยต่อสังคมหรือไม่ ซึ่งเราทำมาตลอด แต่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ โดยการขึ้นบัญชีรายชื่อ รายงานพฤติการณ์ผู้มีอิทธิพลก็จะใช้กฎหมายเข้าไปดำเนินคดี เพราะเรามีทั้งหน่วยติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง พร้อมกับประสานภาคส่วนอื่นๆ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร ช่วยกันปราบปรามยาเสพติด การฟอกเงิน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม
ส่วนความคืบหน้าการควบคุมอาวุธปืน อนุทิน บอกว่า ในที่ประชุมวันนี้ มีผู้นำแบลงค์กัน และบีบีกัน มาขึ้นทะเบียนด้วย โดยแจ้งว่าไม่มีวัตถุประสงค์นำมาดัดแปลงเพื่อให้มีอนุภาพแรงขึ้น แต่ใช้ในรูปแบบการกีฬา และขอให้มีการออกระเบียบการเก็บอาวุธปืนในสนามยิงปืน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยอีกระดับ ส่วนการระบุเจ้าของอาวุธปืน เจ้าหน้ารัฐจะบันทึกตำหนิหัวกระสุน
กรมการปกครองอยู่ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ก่อนจะเสนอมาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ชงเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อบรรจุเป็นวาระเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ในส่วนรายละเอียด จะให้อธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้ชี้แจง

ขีดเส้น 15 ธ.ค.นี้ รับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่นำร่องเปิดผับ-บาร์ถึงตี 4 ก่อนชง ‘ครม.’ เห็นชอบคลอด ‘กฎกระทรวง’ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจทันช่วงปีใหม่
อนุทิน ยังกล่าวถึงแนวทางการขยายเวลาปิดสถานบริการในบางพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในช่วงฤดูการท่องเที่ยว ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2566 ว่า ต้องไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ที่กำหนด โดยได้กำหนดดีเดย์ไว้ ที่จะรับฟังความคิดเห็นให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 ธ.ค. 2566 และจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป พิจารณาประกาศกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวพื้นที่ท่องเที่ยวให้เปิดสถานบริการถึง 04.00 น. ให้ประกาศใช้ทันในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งถือเป็นข้อสั่งการของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ห่วงใยและกระตุ้นเศรษฐกิจ
เราทำเพื่อผู้ที่จะไม่กระทำผิดกฎหมาย ฉะนั้น ผู้ที่จะไปใช้ในบริการ จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น เมาไม่ขับ ไม่พกพาอาวุธ ไม่มีการขายยาเสพติด ไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าใช้บริการ ไม่ทะเลาะวิวาท เป็นต้น หากทุกคนให้ความร่วมมือและเข้าไปหาความบันเทิง จะเปิดถึงกี่โมงเราก็ไม่มีปัญหา

ส่วนพื้นที่นำร่องเปิดขยายเวลาให้บริการมีพื้นที่ใดบ้างนั้น อนุทิน กล่าวว่า เน้นในจังหวัดท่องเที่ยว และเน้นในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ เป็นต้น โดยเป็นการทำนำร่องไปก่อน และจะต้องทำงานควบคู่บูรณาการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อที่จะรักษากฎหมายให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ หากทุกคนให้ความร่วมมือ จะสามารถแปลงปัญหาเป็นโอกาสเพื่อสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ในการยังชีพเลี้ยงชีพมากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเข้าประชุม อนุทิน ได้สักการะศาลกรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาสและพระอาจารย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการจัดเก็บข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลหัวกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืน ตลอดจนชมการสาธิตวิถีกระสุนปืน ซึ่ง อนุทิน ได้ทดลองจับปืนกลยี่ห้อ สมิธแอนด์เวสสัน รุ่น ‘M&P 15-22’ ด้วย พร้อมทั้งยังได้ให้กําลังใจชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการ (DOPA S.W.A.T) รวมถึงเยี่ยมชมการจัดทำบัตรประชาชน, นิทรรศการไทยไอดี และกระบวนการอนุมัติ-อนุญาต ในความรับผิดชอบของกรมการปกครอง



