‘อนุทิน’ ยันโหวตนายกฯ ไม่เอาพรรคแก้ ม.112 ชี้ควรเลือกครั้งเดียวพอ

10 ก.ค. 2566 - 14:37

  • ‘อนุทิน’ ยืนยันท่าทีโหวตนายกฯ ยึดแถลงการณ์ ‘ภูมิใจไทย’

  • ย้ำไม่เอาพรรคแก้มาตรา 112-ไม่เอารัฐบาลเสียงข้างน้อย เห็นด้วยควรโหวตเลือกครั้งเดียว

  • ไม่หวั่นถูกล่าแม่มด มั่นใจ ‘ส.ส.-ส.ว.’ มีวิจารณญาณ-เอกสิทธิ์ของตัวเอง

Anutin_confirms_to_vote_for_PM_stick_to_the_statement_of_Bhumjaithai_Party_SPACEBAR_Hero_79f210ae13.jpeg
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า การประชุม ส.ส.ของพรรคฯ ในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ถือเป็นการประชุมครั้งแรกหลังมีพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ส่วนเรื่องการโหวตนายกฯ เป็นประเด็นหนึ่งที่จะนำมาหารือในที่ประชุมด้วย โดยจะเป็นการรับฟังความเห็นของ ส.ส.ทุกคน และหารือถึงทิศทางต่อสถานการณ์การเมืองเรื่องต่างๆ ส่วนท่าทีต่อชื่อของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น อนุทิน ย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยได้มีแถลงการณ์ชัดเจนแล้ว โดยที่ไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใด เพราะทุกคนที่เป็น ส.ส. ประชาชนเลือกเข้ามา จึงต้องดูเรื่องประสบการณ์และแนวทางของพรรคการเมืองว่าหากเป็นแบบนี้แล้วเราจะไปด้วยได้หรือไม่ เพราะเหตุใด เราก็ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ 

ส่วนเมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงแนวทางของพรรคภูมิใจไทย จะงดออกเสียงหรือไม่ อนุทิน ก็ตอบว่า ความชัดเจนอยู่ในแถลงการณ์ของพรรคภูมิใจไทย ขณะนี้ไม่ควรพูดอะไรที่ตอกยํ้า และพรรคฯยืนยันเจตนารมณ์ตามแถลงการณ์ พร้อมปฏิเสธตอบคำถามที่ว่า หากมีการยืนยันเสนอชื่อ พิธา ทางพรรคภูมิใจไทยจะให้โอกาสโหวตกี่ครั้ง รวมไปถึงถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาคุณสมบัติของ พิธา โดยระบุเพียงว่า ไม่ใช่เรื่องที่เราเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมองว่าการเดินสายของพรรคก้าวไกล เพื่อทำความเข้าใจกรณีการโหวตนายกฯ ที่จะต้องอาศัยเสียงของ ส.ส. และ ส.ว.เพื่อให้เลือก พิธา นั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะสื่อสารเรื่องต่างๆ และเชื่อว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี โดยไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าว พร้อมย้ำ ไม่กลัวการถูกล่าแม่มดภายหลังการโหวตนายกฯ   

“ทำไมต้องกลัว ส.ส. และ ส.ว.เป็นผู้มีวิจารณญาณ เป็นผู้มีเอกสิทธิ์ และไม่ทราบว่าแต่ละคนจะมีความเห็นเป็นอย่างไร สำหรับคำว่ากลัว คำว่าขู่ ทำกันไม่ได้อยู่แล้ว อย่างนั้นไม่มีประโยชน์ ทำให้เกิดความแตกแยกเปล่าๆ ทุกคนต่างมีจุดยืนอยู่แล้ว” อนุทิน ระบุ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จนถึงขณะนี้ พรรคที่ได้เสียงมากจะจัดตั้งรัฐบาลได้อยู่หรือไม่ อนุทิน ตอบว่า ก็ต้องให้กำลังใจทุกคน หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างราบรื่นก็เป็นผลดี ส่วนทำอย่างไรให้ราบรื่นและได้รับการโหวตสนันสนุนจากทุกฝ่ายมันก็ดีตรงไหน ถอยได้ก็ถอยบ้าง ส่วนเมื่อถามว่า ในซีกพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังคาดหวังจะเกิดการพลิกผันหรือไม่ อนุทิน ตอบว่า "ตอนนี้ไม่มีซีกไหน เพราะทุกซีกจบไปตั้งแต่การเลือกตั้งแล้ว ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านก็จบไปตั้งแต่การเลือกตั้ง และขณะนี้ มีการรับรอง ส.ส.แล้ว จึงถือว่ายังไม่มีฝ่ายค้านหรือรัฐบาล มีแต่พรรคการเมืองแต่ละพรรคที่มีจุดยืนอย่างไร อย่างพรรคภูมิใจไทยก็มีจุดยืนตามแถลงการณ์ คือไม่เอาการแก้ไขมาตรา 112 และไม่เอารัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็ชัดเจนในตัวเอง 

เมื่อถามต่อไปว่า ถ้าหลักการของพรรคภูมิใจไทย เป็นอย่างนี้ สรุปแล้ว 71 เสียง จะโหวตให้ใคร อนุทิน ตอบว่า เราก็ต้องฟังว่าในวันโหวตจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับสาม ยังไม่มีส่วนเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะพรรคอันดับหนึ่งและอันดับสองยังร่วมกันจัดอยู่ ยังไม่ใช่บทบาทของพรรคภูมิใจไทย พร้อมยอมว่า การที่ 71 เสียง จะไปรวมกับใคร จะต้องไม่เข้าเงื่อนไขการแก้มาตรา 112 และการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยระบุว่า ได้พูดชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งพรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทํา ส่วนหากพรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาลและเคนดิเดตนายกฯ เป็นของพรรคเพื่อไทย ทางพรรคภูมิใจไทยจะรับได้หรือไม่นั้น ต้องดูว่าพรรคเพื่อไทย จะร่วมกับใคร  

“พรรคภูมิใจไทยไม่ได้บอกว่าจะรับหรือไม่รับตัวบุคคล เราพูดถึงแนวทางและนโยบายของพรรคการเมือง ว่าพรรคไหนร่วมงานกันได้ หรือพรรคไหนที่เรามีความลำบากใจในการทํางานร่วมกัน รอให้ถึงวันนั้นก่อน” อนุทิน ระบุ  

เมื่อถามว่า คิดว่าการโหวตเลือกนายกฯ ควรมีกี่ครั้งจึงจะเหมาะสม และทำให้การเมืองเดินหน้าต่อไปได้ อนุทิน ตอบว่า "ก็ควรจะโหวตครั้งเดียว และเมื่อได้ผู้นำรัฐบาล ตามหลักประชาธิปไตยถ้าใครได้รับเสียงข้างมากตามรัฐธรรมนูฐคือ 376 เสียง เราก็ต้องยอมรับ และหากตรงนั้นไม่มีพรรคภูมิใจไทยอยู่ เราก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน เราเคารพกติกาทุกอย่าง" 

ส่วนหากโหวตครั้งแรกไม่ผ่าน และครั้งที่สองยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ควรมีครั้งต่อไปใช่หรือไม่นั้น อนุทิน มองว่า อยู่ที่บทบัญญัติที่ต้องไปตีความ และอยู่ที่ผู้ทำหน้าที่ประธานสภาฯ ว่าจะวินิจฉัยอย่างไร ซึ่งมีคนส่งบทบัญญัติมาให้ตนดู คิดว่าก็ต้องตีความ แต่หากจะมีการเสนอคนเดิมซํ้า ก็ต้องมีการขอญัตติ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ประธานสภาฯ วินิจฉัย ส่วนการวินิจฉัยจะมีความเห็นชอบของสมาชิกรัฐสภาด้วยหรือไม่ ก็ต้องไปตีความ พร้อมยืนยันว่า ทางฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังไม่ได้มีการนัดพูดคุยเรื่องทิศทางโหวตแต่อย่างใด ทุกคนก็รอดูว่าจําเป็นต้องโหวตไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่  

“ซีกเดิมไม่มีอยู่แล้ว มันจบไปแล้ว ถ้ามารวมตอนนี้ก็มี 188 เสียง ถ้าจะไปโหวตแข่งกัน จะเอาตรงไปแข่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยบอกแล้วว่า จะไม่ยอมให้ได้รัฐบาลมาโดยมีเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทย ไปแบบนั้นไม่ได้ เพราะมันค้านกับจุดยืนที่พรรคได้พูดไว้” อนุทิน ระบุ 

เมื่อถามว่า เป็นการปิดประตูของซีกนี้เลยหรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “อย่าไปบอกว่าปิดประตูเลย เราต้องทําตามระบอบประชาธิปไตย ต้องมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฏรก่อน ถ้า 188 เสียงไปรวมกัน โดยมีวุฒิสภามาโหวตให้ ถ้าวุฒิสภาส่งตัวเสร็จ เราก็จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยทันที แล้วต่อไปจะทำงานอย่างไร ก็จะไม่พ้นลาออกหรือต้องยุบสภา ก็ต้องเดือดร้อนประชาชนและงบประมาณอีก”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์