ไม่รู้ใครปล่อย! ‘อนุทิน’ ยันไร้กังวลปมร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’

4 ธ.ค. 2568 - 20:28

  • ‘อนุทิน’ ไม่กังวลถูกดิสเครดิตปมภาพถ่ายร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’ ชี้เรื่องปกติ

  • บอก “ไม่รู้ใครปล่อย” ลั่น ‘ภูมิใจไทย’ ไม่ตอบโต้แบบนั้น

  • เหน็บ ‘สุริยะ–ศึกษิษฎ์’ ไม่ได้อยู่ในวงสนทนา–ระดับสูงไม่พอร่วมวงคุย

ไม่รู้ใครปล่อย! ‘อนุทิน’ ยันไร้กังวลปมร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’

กรณี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และ ศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย “เชื่อว่าอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความสนิทสนมกับเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ ‘เบน สมิธ’ มากกว่าเป็นเพื่อนของเพื่อน พร้อมทั้งบกพร่องในหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำให้ต้องปลดจากตำแหน่ง”

เรื่องนี้ อนุทินชี้แจงกับผู้สื่อข่าวว่า “สุริยะเวลาที่ท่านนั่งรถกับผมเวลาเดินทางไปต่างประเทศ ท่านก็ชื่นชมผมแล้วชื่นชมอีก เชื่อว่าลึกๆ สุริยะก็ทราบว่าพวกเราทำงานกันอย่างไร ผมเคารพท่าน ซึ่งสุริยะกับผมไม่เคยมีปัญหาอะไรกันเลย เจอกันเมื่อไหร่ท่านก็ชื่นชมว่าเป็นนักการเมืองที่เติบโตเร็ว ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน

จากนั้น อนุทินย้อนถามว่า “ท่านสุริยะกับใครนะ? อ่อ โฆษก” ก่อนยิ้มแล้วกล่าวว่า “ทั้งสองท่านไม่ได้อยู่ในวงสนทนา การสนทนาระดับผมต้องระดับสูงขึ้นไป ดังนั้น ทั้งสองท่านคงไม่รู้เรื่องอะไร และผมจะไปเถียงท่านทำไม ผมเคารพท่านจะตายกับสุริยะ”

ผมก็มีภาพถ่ายคู่กับท่านทักษิณตั้งเยอะ ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย

เมื่อถามว่า ประเมินหรือไม่ว่าเหตุใดจึงมีการปล่อยภาพออกมาในช่วงเวลานี้? อนุทิน กล่าวว่า “ไม่ได้มองอะไรเลย เป็นเรื่องไร้สาระสำหรับผม เรื่องที่มีสาระของผมคือการเตรียมความพร้อมในการดูแลพี่น้องประชาชน และวันนี้ที่มาภาคอีสานก็มาดูแลพี่น้องประชาชนที่เกิดจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา อีกวันสองวันก็จะลงไปดูแลพี่น้องประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัย เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่คิดแล้วทำแล้ว เกิดประโยชน์ต่อประชาชนทันที ซึ่งเขาต้องการความช่วยเหลือจากเรา และต้องการสิ่งที่เราตัดสินใจ”

ส่วนเมื่อถามว่า แสดงว่าไม่ได้กังวลว่าจะกระทบต่อเสียงของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าใช่หรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “ไม่เคยกังวลเลยในเรื่องนี้ การที่จะรู้จักหรือถ่ายรูปกับใคร เดี๋ยวนี้ไปนั่งกินข้าวต้ม กินก๋วยเตี๋ยว ถ้าเก็บคนละ 20 บาทก็กินฟรีหลายมื้อเลย เนื่องจากคนดีใจเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย เขาเห็นเราเป็นผู้นำของเขา แล้วเราก็ต้องถ่ายรูปกับเขาเพราะเขาเป็นประชาชนของเรา วันดีคืนดีมีใครบอกว่ามีรูปแบบนี้ขึ้นมาแล้วเขาไปทำผิดอะไร ผมก็ไม่อาจทราบได้

แต่กรณีรูปที่ปรากฏขึ้น ผมกับ ‘เบน สมิธ’ มีผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองหลายคน ปีอะไรต้องดูก่อน ราวๆ ปี 2557–2558 ผมยังไม่เป็นอะไรเลย และถ้าว่ากันจริงๆ ขณะนั้นธุรกิจสแกมเมอร์ก็ยังไม่มี และทุกวันนี้การสืบขยายผล ผมได้บอกไปแล้วว่าถึงใครก็ต้องดำเนินการคนนั้น อย่าว่าแต่ถึง ‘เบน สมิธ’

จังหวะนี้ อนุทินได้หันมาที่ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับแซวว่า “ถ้ามาถึงท่านภราดรเมื่อไหร่ก็ไม่เลี้ยงเหมือนกัน ดังนั้น ต่อให้ไปถ่ายรูปกับใคร ต่อให้ยืนกอดคอถ่ายรูปด้วย แต่ถ้าพรุ่งนี้เขาบอกว่ามีเงินของเครือข่ายจีนเทาเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็จะบอกว่า น้อง...ขอให้โชคดี อยากกินอะไรบอก เดี๋ยวพี่ไปเยี่ยม

เมื่อถามว่า ได้เจอกับ ‘เบน สมิธ’ ในลักษณะแบบนี้กี่ครั้ง? อนุทิน กล่าวว่า “ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เจอกัน ก็มีการแนะนำกัน ได้รู้ว่าเป็นนักธุรกิจใหญ่ เป็นธุรกิจอินเวอร์เตอร์ ในประเทศไทยมีอินเวอร์เตอร์มากมาย แต่เราไม่อาจดูได้ว่าเขาทำธุรกิจอะไร แม้กระทั่งวินาทีนี้ผมก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเป็นนักลงทุนที่มาลงทุนในประเทศไทยระยะหนึ่ง

ทุกอย่างอยู่ที่เจตนาเราอยู่แล้ว นักธุรกิจจะใหญ่จะเล็ก ถ้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล หรือเจอที่ห้องบอลรูมในโรงแรมงานแต่งงาน ถ้าเขามาขอถ่ายรูปผมก็ต้องถ่ายหมด ถ่ายไป ถ้าเขาไปทำผิดกฎหมายเมื่อไหร่ก็ดำเนินการ

เมื่อถามว่าย้ำว่า มีการประเมินหรือไม่ว่าทำไมถึงมีการปล่อยรูปในช่วงนี้? อนุทิน กล่าวว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครปล่อย”

เมื่อถามว่า กว่าจะถึงวันเลือกตั้งคิดว่าจะเจอการดิสเครดิตอีกเยอะหรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “เรื่องนี้เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยการเมืองมันเป็นแบบนี้แล้ว แต่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยทำแบบนี้ พวกผมก็โดนมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่มันก็โตขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ผมอยู่กับประชาชน ไม่เสียเวลาอยู่กับสิ่งที่มันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง”

ย้ำ ‘ต้องเตรียมความพร้อม’ รับมือสถานการณ์ชายแดน

ส่วนภายหลังมอบนโยบายในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และผู้ว่าราชการ 7 จังหวัด และดูการสาธิตสถานการณ์สมมุติ หากมีเหตุปะทะแนวบริเวณพื้นที่แนวชายแดนของอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

อนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า “เป็นหนึ่งในแผนเผชิญเหตุของผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีชายแดนติดอยู่กับประเทศกัมพูชา ซึ่งมีทั้งจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สระแก้ว จันทบุรี และตราด และตรงกับที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ไป ที่ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความพร้อมไหม ซึ่งนี่คือการฝึกใช้แผนพิทักษ์แนวหลัง เพื่อที่จะทำให้ฝ่ายกองทัพที่จะต้องไปดูแลชายแดนจะได้ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง เพราะฝ่ายหลังจะมีทีมสนับสนุนในการดูแลพี่น้องประชาชน ให้มีความปลอดภัย”

เมื่อถามว่าไม่ได้มีสัญญาณบอกเหตุจากฝ่ายความมั่นคงใช่หรือไม่ ว่าจะมีสถานการณ์อะไรจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้? อนุทิน กล่าวว่า “สัญญาณบอกเหตุ มันก็มีมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว ซึ่งเราต้องเตรียมความพร้อมตลอดเวลา และยึดหลักระวัง ตั้งสงบ เตรียมรบให้พร้อมสรรพ ช่วงเวลาที่เหมาะสมจะมีการระดมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งคือผู้คอยให้การบริการประชาชนในชุมชน ถือว่าเป็นมือไม้สำคัญ ทั้งกองทัพ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กองอาสารักษาดินแดน (อส.) เพราะฉะนั้นเราต้องให้ความมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับความปลอดภัยอย่างแน่นอน”

เมื่อถามว่าแสดงว่าในวันนี้เรายังไว้ใจกัมพูชาไม่ได้ใช่หรือไม่ว่าเขาจะเปิดอีกเมื่อไหร่? อนุทิน กล่าวว่า “เราต้องมีความพร้อมตลอดเวลา ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีบทสรุป เราคงไม่ได้พูดถึงความไว้ใจหรือไม่ไว้ใจ แต่เราต้องเตรียมในเรื่องของความพร้อมของเราเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ทุกคนคงเห็นว่ามีความพร้อม แต่ความพร้อมไม่ได้ไปรบกับเขาอย่างเดียว แต่พร้อมในการที่จะเผชิญเหตุอย่างไร สิ่งแรกคือการเตรียมการอพยพพี่น้องประชาชนให้ไปในจุดที่ปลอดภัย เช่น ศูนย์พักพิงต่างๆ ที่จัดตั้งไว้ และในโรงเรียนต้องมีการจัดทำหลุมหลบภัย ซึ่งทำไว้ทุกๆ โรงเรียนแล้ว ในเขต 7 จังหวัด และมีการซักซ้อม แม้กระทั่งให้นักเรียนต้องซ้อมเผชิญเหตุการณ์ว่าถ้าเกิดจริงจะต้องทำอย่างไร และการสนับสนุนทุกอย่างหลังจากที่เกิดเหตุแล้วเราจะต้องเร่งดำเนินการอย่างไรให้เกิดความพร้อมสูงสุด โดยเฉพาะชาวบ้านต้องมีอาหารครบ ต้องมีที่นอน–หมอน–มุ้งครบ และต้องมีอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการดำรงชีพ

พร้อมเผยต่อว่า “เราเคยทำมาแล้วในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 68 ซึ่งตอนนั้นเหตุการณ์จริงยังไม่มีการซ้อมแบบนี้ ตอนนี้เราก็ใช้เหตุการณ์นั้นมาเป็นรูปแบบถอดบทเรียนออกมา และทำเป็นขั้นตอนและกระบวนการ หากเกิดเหตุตรงไหนเราก็สนับสนุนซึ่งกันและกัน”

มั่นใจ ‘ผู้ว่าราชการจังหวัด’ ดูแลได้หากอยู่ในช่วงยุบสภา

เมื่อถามว่าในส่วนของรัฐบาลช่วง 31 ม.ค. 68 จะต้องยุบสภา หากช่วงนั้นเกิดเหตุอะไรขึ้นมาก็ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “ตรงนี้ไม่เกี่ยว ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้ยุบไปกับเขาด้วย เพราะผู้ว่าฯ เป็นฝ่ายที่รับผิดชอบควบคุมสถานการณ์ หากมีสถานการณ์ไม่ดีจริง ผู้ว่าฯ ก็ประกาศให้เป็นพื้นที่ฉุกเฉิน ซึ่งเขามีอำนาจที่จะอำนวยการสถานการณ์ในจังหวัดของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลให้การสนับสนุน”

สมมติว่าเกิดมีอะไรในช่วงที่หลังยุบสภาแล้วยังไม่เลือกตั้ง ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลก็ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน รัฐบาลก็มีอำนาจอย่างเต็มที่ในการเข้าสนับสนุนหรือระงับเหตุการณ์นั้น ซึ่งมีอะไรที่ต้องกังวล ประเทศไม่มีวันที่จะขาดรัฐบาล ซึ่งมีเหตุการณ์ที่ต้องการการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ฉุกเฉินก็จะมีรัฐบาลในการบริหารประเทศตลอดเวลา

ปัดข่าวการเจรจาที่ ‘ออตตาวา’ ไม่เป็นผล

เมื่อถามว่าแนวทางการเจรจาที่สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ไปประชุมล่าสุดที่ออตตาวา เหมือนพยายามประท้วงแต่ไม่เป็นผล ในเรื่องของการเจรจา? อนุทิน ถามกลับว่า “รู้ได้ไงว่าไม่เป็นผล ใครบอกว่าไม่เป็นผล?” พร้อมระบุ รมว.ต่างประเทศบอกว่ามีขั้นตอนในการดำเนินการเจรจาอย่างชัดเจน

ส่วนเมื่อถามย้ำถึงกรณีที่มีข่าวว่าตั้งอนุกรรมการไม่ได้? อนุทิน กล่าวว่า “จะตั้งได้ ไม่ได้ เราก็มีอธิปไตยของเรา เราก็มีสิทธิ์ที่จะทำรายงานไป เราลงนามในสนธิสัญญาออตตาวา คือเรื่องของการเก็บกู้วัตถุระเบิด และเราใช้คำว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ด้วยหลักมนุษยธรรม หมายความว่า ถ้าฝ่ายเก็บกู้วัตถุระเบิดเห็นทุ่นระเบิดที่ไหนจะไม่ถามว่าเป็นของใคร เพราะเจอตรงไหนเก็บตรงนั้น และถ้าเกิดว่าถูกต่อต้าน หรือว่าถูกหยุดหรือระงับไม่ให้ทำ เขาก็มีแผนเผชิญเหตุ”

เมื่อถามว่า หมายความว่าเราก็ต้องเก็บกู้ตามที่เข้าใน ‘ภาคีของสัญญาออตตาวา’ อยู่ใช่หรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “เราต้องปฏิบัติตามกติกาเพื่อที่จะให้คนเห็นอย่างชัดเจนว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำ เราเป็นประเทศที่มีประชากรมาก และเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่า เพราะฉะนั้นต้องแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ใช้ความได้เปรียบเหล่านี้ในการไปรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นเรามีหลักเกณฑ์ที่ต้องยึดถืออยู่ แต่ถ้าวันนี้เกิดมีการทำร้ายคนของเราหรือรุกล้ำเข้า รวมถึงการยิงลูกกระสุน หรือแม้แต่จรวดเข้ามาในประเทศเรา เราก็พร้อมที่จะตอบโต้ทุกรูปแบบ

ผมไม่สามารถพูดอะไรที่เป็นการยั่วยุได้ แต่ว่าผมได้รับการยืนยันจากกองทัพ และได้หารือพูดคุยกับผู้นำเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ ทุกท่านมีความพร้อมที่จะปฏิบัติการรักษาอธิปไตยไทยอย่างเต็มที่ มีแผนทุกอย่างไว้

เมื่อถามว่ากองทัพรายงานเรื่องของการตัดถนนล่าสุดของกัมพูชาในหลายพื้นที่ในแถบอีสานใต้หรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “ในรายละเอียดเขามีหลักในการดำเนินการ และเรายังพูดคุยในลักษณะทวิภาคีอยู่ และมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ตรงไหนที่มันไม่ถูกต้องเราก็ยกขึ้นมา ซึ่งยืนยันว่า ตอนนี้เท่าที่ทราบทุกอย่างก็ยังเป็นไปในทิศทางที่ยังเจรจากันได้อยู่”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์