อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีมีรายงานข่าวถึงคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งรับผิดชอบคดีฮั้วเลือกสว. เตรียมสรุปสำนวนคดีในวันที่ 17 ก.ค.นี้ ก่อนจะส่งให้กับคณะกรรมการกกต.ชุดใหญ่ว่า ผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาได้ชี้แจง และข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว จนถึงวันนี้ไม่มีแกนนำของพรรคภูมิใจไทยคนไหนที่วิตกกังวล เพราะเรื่องที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นเรื่องทางการเมืองชัดเจน และคนที่ไม่ได้ทำจะไปบอกว่าทำได้อย่างไร ซึ่งถ้าดูจากใบแจ้งข้อกล่าวหาก็เห็นชัดเจนว่า เป็นเนื้อหาที่มีการคลุมมา และทุกคนได้รับข้อกล่าวหาที่เหมือนกันหมดกว่า 100 คน
อนุทิน กล่าวต่อว่า มั่นใจว่าไม่ได้ทำความผิด และพรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว เราทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ มีคนรุ่นใหม่ในพรรคเยอะแยะ ไม่มีทางทำอะไรที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ แล้วจะทำให้การเมืองไม่เข้มแข็ง ทำให้ประเทศไทยล้าหลังแบบนั้นเราไม่ทำอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า คดีฮั้วสว. ถูกหยิบมาเป็นประเด็นในการดิสเครดิตพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยนั้นถูกดิสเครดิตมาโดยตลอด เพราะถูกมองว่าเป็นพรรคที่มีศักยภาพ มีอนาคต มีคนที่มีฝีมือในการทำงาน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการเจาะยางให้คว่ำไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นผลดีใดๆต่อบ้านเมืองเลย
ส่วนกรณีที่มีการวิเคราะห์กันว่า คดีฮั้วสว. จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการล้างบางพรรคภูมิใจไทย อนุทิน กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะพรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ใครจะมาล้างบาง ก็อาจจะโดนล้างไปก่อนพรรคภูมิใจไทยวันนี้ไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่เคยคิดจะทำอะไรผิด คนรุ่นใหม่ในพรรคมีดี ไม่มีทางทำอะไรที่ผิดกฎหมาย
เมื่อถามถึงความคืบหน้ากรณีพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินการฟ้องร้องคณะอนุกรรมการสืบสวน และไต่สวน ส่วนกลางชุดที่ 26 ของสำนักงาน กกต. หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เมื่อมีการกล่าวหาคนของพรรคภูมิใจไทยเป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญทางด้านกฎหมาย และทนายความที่มีประสบการณ์ให้ช่วยแก้ต่าง และว่าความแทนเรา ซึ่งขณะนี้ได้มีการมอบอำนาจให้ไปดำเนินการแล้ว
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตั้งคณะไต่สวนจริยธรรม แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรมว่า เรื่องนี้ไม่ทราบ แต่อย่างที่บอกว่า เรามาทำงานไม่ได้เคียดแค้น หรือคิดแต่จะมุ่งทำลายล้างใคร เรื่องนี้เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนของแต่ละหน่วยงาน เราไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น หรือมีความรู้สึกว่าต้องห้ำหั่นกัน มีแต่เราที่ถูกห้ำหั่น
ทั้งนี้ หากนายกฯ ถูก 4 องค์การตรวจสอบในประเด็นคลิปเสียงที่พูดคุยกับสมเด็จฮุนเซน สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร อนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ก้าวล่วงอำนาจของแต่ละองค์กร และไม่สามารถก้าวล่วงอำนาจศาล เพราะจะเป็นการไปชี้นำ ซึ่งเป็นความผิดทางกฎหมาย ส่วนที่ ทักษิณ มีการกล่าวอ้างว่าขณะนี้พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่ทำหน้าที่ฝ่ายแค้นนั้น จากการฟังสิ่งที่ทักษิณ และมวลหมู่สมาชิกพูดมาทั้งหมด พี่น้องประชาชนคงตัดสินได้เลยว่าใครคือฝ่ายแค้น เราเป็นฝ่ายค้าน ไม่แค้น ไม่โกรธไม่เกลียดใคร




