ในการเมืองไทย น้ำมักทำหน้าที่เป็นบททดสอบความสามารถของฝ่ายบริหารเสมอ แต่สำหรับรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ปรากฏการณ์ธรรมชาติได้กลายเป็นวิบากกรรม ประหนึ่งมีชะตาไม่ถูกโฉลกกับน้ำ
ย้อนไปตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงปลายปี 2569 เปลี่ยนภาพลักษณ์ พรรคถูมิใจไทย ที่เน้นย้ำความกระฉับกระเฉงให้ตกอยู่ในสภาพลอยคอ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
จาก ปักษ์ใต้ แอ่วเหนือ สู่เมืองกรุงฯ
หากย้อนรอยน้ำท่วม จะพบว่าลำดับเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นมหากาพย์สามระลอกที่ขยายขอบเขตความเสียหายจากระดับภูมิภาคเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง
มหาอุทกภัยหาดใหญ่ เมื่อปลายปี 2568 เปิดฉากด้วยมวลน้ำป่าที่หลากเข้าท่วมศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ เมื่อคลองอู่ตะเภาและคลองภูมินาถดำริไม่อาจแบกรับมวลน้ำมหาศาลที่ไหลหลากมาจากเทือกเขาได้ทันท่วงที
การบริหารจัดการในพื้นที่ล้มเหลวในการระบายน้ำและอพยพผู้คน ปล่อยให้ประชาชนติดค้างอยู่บนหลังคาบ้านเรือนข้ามวันข้ามคืนอย่างโดดเดี่ยว
คล้อยหลังไม่ถึงปี ในเดือนสิงหาคม 2569 มรสุมระลอกใหม่ซัดถล่ม จังหวัดน่าน และภาคเหนือตอนบน ฝนที่ตกหนักบนยอดดอยภูคาและอำเภอปัวไหลทะลักจนแม่น้ำน่านสูงเฉียด 9 เมตร พนังกั้นน้ำพังทลาย นำพาตะกอนดินโคลนเข้าทับถมบ้านเรือน
กทม. และปริมณฑลใต้บาดาล
วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในปลายเดือนกันยายน 2569 คือ ภาพสะท้อนของการบรรจบกันระหว่างภัยธรรมชาติและความวิบัติทางกายภาพของผังเมือง
สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เกิดจากปัจจัย "สี่ประสาน" ที่โถมเข้าใส่พร้อมกัน มวลน้ำก้อนใหญ่ที่ไหลบ่ามาจากลุ่มน้ำตอนบนและภาคกลางถูกระบายลงมาอย่างต่อเนื่อง
ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่น้ำทะเลหนุนสูงบริเวณอ่าวไทยจนปิดทางระบายน้ำออกสู่ทะเล ขณะเดียวกันร่องมรสุมได้พาดผ่านจนทำให้เกิดฝนตกแช่นิ่งข้ามวันข้ามคืนในเวลาอันรวดเร็ว
ความวิกฤตยิ่งทวีความรุนแรงจากการขยายตัวของเมืองอย่างสะเปะสะปะ สิ่งปลูกสร้าง ถนน และหมู่บ้านจัดสรรได้ถมทับทางน้ำหลากตามธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ตะวันออกอย่างลาดกระบัง มีนบุรี และคลองสามวา ซึ่งขาดอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่รองรับ
ส่งผลให้มวลน้ำไม่มีทางไปและเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว บริเวณแฟลตการเคหะคลองจั่นจมอยู่ใต้น้ำลึกถึง 1.5 เมตร ยานพาหนะนับร้อยคันจมมิดหลังคา ถนนสายหลักกลายสภาพเป็นแม่น้ำ บีบให้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติเต็มพื้นที่ทั้ง 50 เขต และคณะรัฐมนตรีต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเคาะวันหยุดราชการพิเศษเพื่อลดความโกลาหล
นี่ยังไม่นับพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกที่น้ำจากทางเหนือกำลังไหลบ่าเข้าท่วมบ้านประชาชนในหลายพื้นที่
วาทกรรม 'เอาอยู่' สู่ ระบบเตือนภัย ที่มาช้ากว่าน้ำ
ในช่วงเวลาที่มวลน้ำเริ่มบ่าเข้าท่วมเมืองหลวง นายกรัฐมนตรียังคงติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ ทำให้ศูนย์บัญชาการขาดเอกภาพ ประชาชนต้องเผชิญชะตากรรมโดยไร้ทิศทาง
ซ้ำร้ายแกนนำฝ่ายการเมืองระดับรองรัฐมนตรียังออกมาสำแดงความมั่นใจเกินเหตุด้วยการยืนยันว่าสถานการณ์ยัง "เอาอยู่" พร้อมทั้งตราหน้าการแจ้งเตือนของภาคประชาชนว่าเป็นการแจ้งเตือนที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนทั่วไป ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะต้องออกมากล่าวขอโทษต่อสาธารณชน
ความล่าช้าของระบบเตือนภัยกลายเป็นประเด็นที่สร้างความเจ็บช้ำให้แก่ประชาชน แม้ภาครัฐจะประกาศความพร้อมของ ระบบเซลล์บรอดแคสต์ และการส่งข้อความฉุกเฉิน แต่ข้อความเตือนภัยส่วนใหญ่กลับถูกส่งถึงหน้าจอมือถือ หลังจากน้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนและรถยนต์เสียหายไปหมดแล้ว
การแจ้งเตือนล่วงหน้า 12 ถึง 24 ชั่วโมงตามหลักสากลไม่เกิดขึ้นจริง ข้อมูลสภาพการจราจรและระดับน้ำบนถนนสายหลักขาดความแม่นยำ ภาพนายกรัฐมนตรีที่ต้องรีบเดินทางกลับประเทศมาลงเรือแจกถุงยังชีพและสั่งจัดสรรงบกลางเยียวยาย้อนหลัง จึงเป็นเพียงภาพ สะท้อนของการบริหารจัดการแบบตั้งรับ และ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ 3 ระลอก จากหาดใหญ่ สู่เมืองน่าน จนถึง กทม.-พื้นที่ภาคกลาง-ภาคตะวันออก อาจส่งผลสะเทือนต่อความเชื่อมั่นทางการเมือง ต่อรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย
น้ำไม่เคยเลือกข้างทางการเมือง หาก รัฐบาลอนุทิน ยังคงบริหารจัดการภัยพิบัติด้วยสูตรสำเร็จเดิมๆ
อาถรรพ์แห่งน้ำนี้ ก็อาจไม่ใช่เรื่อง ความขัดแย้ง กับ ธรรมชาติ หากแต่เป็นบทพิสูจน์ถึง ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ซึ่งพร้อมจะพัดพาเอาเสถียรภาพ-อนาคตทางการเมือง ค่ายสีน้ำเงิน ไปกับกระแสน้ำ






