อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสนามไก่ชน จังหวัดนครปฐม หลังเกิดเหตุวิวาทและยิงกันว่า เมื่อวาน (9 ต.ค.) ตามขั้นต้นต้องดำเนินการปิดสนามไก่ชนที่เกิดเหตุก่อน และยังไม่สามารถขอนายอำเภอให้เปิดชั่วคราวได้ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า เหตุดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของสนามไก่ชนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะนี่คือสนามชนไก่ ไม่ใช่สนามดวลปืน คนที่มีเรื่องคือผู้ที่ไปเช่าสนาม แล้วเกิดการทะเลาะกันทั้งสองฝ่าย จึงบันดาลโทสะ ใช้อาวุธปืนยิงกัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม่ไม่ควรมีปืน เพราะถ้าหากไม่มี่ปืน ก็แค่ทะเลาะชกต่อยกัน
“นี่คือเหตุผลทีไม่ควรมีปืน พอมีปืน จากเดิมที่คิดว่าจะชกจะะต่อยกัน ก็กลายเป็นเมื่อบันดาลโทสะอะไรขึ้นมา ก็ควบคุมไม่ได้ อย่าไปโทษเจ้าของสนามชนไก่อย่างเดียว แต่ความผิดของเขาคือไม่ควบคุมให้ดี เมื่อเกิดเรื่องแล้วมีการไปบอกว่าเป็นของนักการเมือง หรือนักการเมืองมีหุ้นอยู่ มีการโทรฯ ขอไปที่นายอำเภอให้เปิดเถอะ อย่าปิดเลย ผมขอบอกว่าไม่ต้องโทรฯ หรอก ไม่ได้เปิดหรอก” อนุทิน กล่าว
อนุทิน กล่าวอีกว่า เวลาเกิดเหตุเช่นนี้ เจ้าของสนามชนไก่ต้องทำแผนเสนอมาที่เจ้าพนักงาน ถ้าอยากจะเปิดต้องทำอย่างไร ถือเป็นความโชคดีที่ได้ลงพื้นที่ เพราะจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องการปิดสนามชนไก่ แต่เป็นการต้องห้ามพกพาอาวุธปืน หลังจากนี้ ต้องมีมาตราการควบคุมทั่งประเทศด้วย เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ เพราะจริงๆ ระเบียบสามารถปิดสนามไก่ชนได้หมด ถ้าเข้าไปแล้วไม่มีการป้องกันให้ดี ปล่อยให้มีการทะเลาะวิวาท มีเหตุรุนแรง มียาเสพติด ก็ต้องได้รับการพิจารณาโทษ
ทั้งนี้ ได้พบกับรักษาการผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ซึ่งได้รับแจ้งว่า ไม่ต้องห่วง ขณะนี้มีการตั้งด่านตรวจค้น แต่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ชัดเจนว่าห้ามออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน ไม่เปิดร้านปืนใหม่ ห้ามจำหน่ายกระสุน และอีกหน่อยจะเร่งทำพิสูจน์อัตลักษณ์วิถีกระสุนและอาวุธปืน รวมไปถึงบีบีกัน และแบลงค์กัน ต้องมาขึ้นทะเบียนความเป็นเจ้าของ ส่วนจะต้องมีการแก้กฎหมายการควบคุมปืนแบลงค์กัน ด้วยหรือไม่นั้น อนุทิน ชี้แจงว่า จะทำรายงานให้ ครม.รับทราบ เรื่องการควบคุมอาวุธปืน ที่ได้มีข้อสั่งการไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว
“อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากฎหมายตอนนี้ โทษยังไม่รุนแรง ผมก็หวังว่ารัฐบาลชุดนี้ซึ่งมีเสียงถึง 320 เสียง อาจจะสามารถออก หรือแก้กฎหมายที่เป็นประโยชน์ และประชาชนเกิดความปลอดภัย ซึ่งผมเห็นว่าต้องทำตั้งแต่บัดนี้ ไม่ใช่ไปรอไปถึงเสียงรัฐบาลลดลงมาจนเหลือเสียงปริ่มน้ำ” อนุทิน กล่าว




