อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, พงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เจ้าหน้าที่กรมทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุสลดเครนถล่มลงบนถนนพระราม 2 จ.สมุทรสาคร เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานและติดตามรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่

โดยอนุทิน รับฟังรายงานจาก อำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และ พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งในส่วนของมาตรการเยียวยาว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บรายแรก ได้เงินบำเหน็จชราภาพจากการเสียชีวิต 6,100 บาท เงินเยียวยาตาม พ.ร.บ.รถยนต์อีก 35,000 บาท รวม 41,000 บาท
ส่วนอีก 1 ราย ได้เงินบำเหน็จฯ 50,000 บาท เงินเยียวยาตาม พ.ร.บ.รถยนต์ 35,000 บาท รวม 40,000 บาท นอกจากนี้ ศราวุฒิ ยังมีเงินประกันชีวิตของตนเองอีก 2 บริษัท คือ ยอด 720,000 บาท และ 1,000,000 บาท
สำหรับการเคลียร์พื้นที่คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรมทางหลวงได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อให้ได้ข้อสรุปภายใน 7 วัน ตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี จากนั้น นายกฯ ได้สวมหมวกเซฟตี้เพื่อเข้าไปดูยังจุดที่เครนถล่มทับรถ โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนตามเข้าไป เนื่องจากเป็นจุดอันตราย

ภายหลัง อนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า “มาดูพื้นที่ว่าอะไรเกิดขึ้น ดูสภาพหน้างานและมาหาข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ส่วนสาเหตุเบื้องต้นอย่างที่บอกไป ขณะนี้เรายังเข้าไปในจุดเกิดเหตุไม่ได้”
เมื่อถามว่าหลังจากนี้ หากรื้อถอนทุกอย่างเสร็จแล้ว จะให้ความมั่นใจประชาชนอย่างไรว่าจะสามารถสัญจรได้? อนุทิน กล่าวว่า “สิ่งที่สร้างอยู่แล้วตรงนี้มีความแข็งแรง เรื่องที่สีคิ้วเกิดขึ้นจากเครนลอนเชอร์ ตอนที่หิ้ว segment คอนกรีตขึ้นไป ไม่ใช่ตัวคอนกรีต ไม่ใช่ตัวโครงสร้างหรือตัวเสา สมัยเกิดที่ปากท่อพระราม 2 ก็เช่นกัน เกิดขึ้นจากตัวโครงสร้างรองรับ (supporting structure)”
สำหรับกรณี “เครนถล่มทับรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา” ทางผู้รับเหมาขอโอกาสรัฐบาลขอสานงานต่อให้เสร็จ อนุทิน กล่าวว่า “ตรงนี้ในทางปกครองมันไม่ได้แล้ว รัฐบาลเห็นว่าเป็นความอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เราได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบนโยบายในการดำเนินการบอกเลิกสัญญาไปแล้ว มันมีบอกเลิกสัญญากับยกเลิกสัญญา ยกเลิกสัญญาก็คือเป็นการทำผิดในสัญญา แต่กรณีนี้เป็นการกระทำที่มีความเป็นอันตรายต่อสาธารณะประโยชน์ ประชาชนทั่วไป เราจึงต้องใช้คำสั่งทางปกครองในการดำเนินการ รัฐบาลก็ต้องทำแบบนี้”
ส่วนประเด็น “แบล็กลิสต์” อนุทิน กล่าวว่า “เรื่องแบล็กลิสต์จะเป็นขั้นตอนต่อเนื่องไป เมื่อบอกเลิกสัญญาหรือมีการยกเลิกสัญญา หรือมีการกระทำใด ๆ ที่อยู่นอกเหนือสัญญา เจ้าของงานก็จะดำเนินการบอกเลิกสัญญา ซึ่งจะเข้ากรณีทิ้งงาน และขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการขึ้นบัญชีดำ เป็นไปตามกระบวนการอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่ามีการถอดบทเรียนหลายครั้งกับเหตุการณ์เครนถล่มเส้นพระราม 2 จะจริงจังในการนำมาตรการอย่างไร? อนุทิน กล่าวว่า “มันจริงจังทุกครั้ง แต่ว่าคนที่ทำตรงนี้รัฐบาลไม่ได้สร้างเอง เราจ้างคนมาสร้าง คนที่มาสร้างในขณะที่มาประมูลงานก็มีคุณสมบัติครบ แต่พอระหว่างการทำงานเราก็ต้องมาดูว่ามีการเหมาช่วงไปให้ใคร ผู้รับเหมาที่เหมาช่วงไปเคยมีประสบการณ์ทำงานแบบนี้หรือไม่ เครื่องมือเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับผู้รับเหมาหลักหรือไม่ นี่คือเหตุที่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ มันเจอแน่นอนไม่ต้องห่วง มันจะต้องมีกระบวนการผิดพลาดในกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งเราก็ต้องไปดำเนินคดีหรือใช้สิทธิ์ในการเรียกค่าเสียหายตรงนั้น”
“แต่ในขณะนี้รัฐบาลไม่ได้ใช้และไม่ได้บอกกรมทางหลวงว่าเขาผิดสัญญาข้อไหน แต่รัฐบาลบอกว่านี่เป็นภัยต่อสาธารณชน มีความอันตรายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก 4 ครั้งภายในระยะเวลา 10 เดือน เป็นต้น มองว่าอำนาจการตัดสินใจในทางปกครอง รัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะให้แนวทางและนโยบาย แต่ต้องไม่นำมาผูกกับสัญญา ซึ่งสัญญาก็ต้องว่ากันไป ส่วนบริษัทคู่กรณีก็สามารถใช้สิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมได้”
รัฐบาลไม่ให้ทำแล้วเจ้านี้ในโครงการที่เกิดเหตุขึ้น แต่เราจะบอกไม่ให้ทำเลย หากมีอยู่ 14 โครงการมันก็ไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ว่า 14 โครงการจะเกิดเหตุแบบนี้หรือไม่ ทางรัฐมนตรีจึงบอกว่าบริษัทนี้ที่รับงานในโครงการลักษณะทางยกระดับ ต้องหยุด ต้องตรวจสอบ เราทำได้แค่นั้น
อนุทิน กล่าวอีกว่า โครงการที่เกิดเหตุนี้ชัดเจนว่าเป็นโครงการต่อเนื่องถนนพระราม 2 ทุกอย่างมาจากโครงสร้างทั้งหมด ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็เป็นโครงการต่อเนื่อง รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ก็เป็นโครงการต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความเสียหายแบบเดียวกันหมด จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลบอกว่าพอแล้ว สำหรับบริษัทที่ดำเนินโครงการต่ำกว่ามาตรฐาน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าหากบริษัทคู่กรณีจะไปร้องศาลปกครองสามารถทำได้หรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “ก็ตามสบาย” สามารถใช้สิทธิ์ไปดำเนินการได้ เพราะจะให้อยู่เฉย ๆ ก็คงไม่ใช่ มองว่ายิ่งดี ยิ่งใช้คำสั่งทางปกครองยิ่งดี สอบกันไปเรื่อย ๆ ยิ่งเห็นความผิดพลาด ซึ่งก็จะมีหน่วยงานอิสระ หน่วยงานทางเทคนิค เข้าร่วมในการตรวจสอบด้วย เพื่อหาข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เมื่อถามว่าสรุปแล้วสาเหตุหลักมาจาก “เครนลอนเชอร์” ใช่หรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “นี่เป็นจุดที่อันตรายและวิกฤตในการก่อสร้างลักษณะนี้ ซึ่งจุดไหนที่เป็นจุดล่อแหลมในการเกิดอันตรายก็ต้องใส่ใจและระมัดระวังเป็นพิเศษ” พร้อมระบุว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่ามีจุดที่ก่อสร้างบางจุดไม่ได้ดึง segment คอนกรีตให้แน่น เพื่อให้เป็นก้อนเดียวกันและเกิดความมั่นคง แต่ผู้รับเหมาปล่อยให้ห้อยค้างอยู่ มองว่าเป็นความประมาทเลินเล่อ
เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วจึงถามว่าเหตุใดไม่ดึงให้แน่น และได้รับคำตอบว่าไม่มีเวลา ทั้งที่การก่อสร้างลักษณะนี้ ทางหลวงอนุญาตให้ทำงานเฉพาะเวลากลางคืน เพราะต้องปิดการจราจร แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อยกแท่งคอนกรีตขึ้นไปแล้วจะไม่ดึงให้แน่น และปล่อยให้ห้อยต่องแต่ง ก่อนเปิดการจราจรในเวลากลางวันให้รถสัญจรไปมา “ผมถือว่าเป็นการไม่ใส่ใจ สำหรับผมเรียกว่าทั้งประมาทและเลินเล่อ ถ้าดึงไม่ได้ก็ต้องวางแผนใหม่ ทุกขั้นตอนของงานต้องทำให้เรียบร้อยก่อนเปิดพื้นผิวการจราจร”
เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะไปซ้ำเติมใคร เราต้องช่วยกันทำให้ทุกอย่างปลอดภัยสูงสุด มีที่ไหนในโลกที่จะเกิดเหตุติดกัน 2 วันซ้อนโดยบริษัทเดียวกัน แบบนี้คงลงกินเนสส์บุ๊ก (Guinness Book of World Records) ดังนั้นจึงต้องใช้คำสั่งทางปกครอง เพราะถ้าใช้การเรียกร้องทางแพ่ง ไม่รู้ว่าจะอีกกี่ปีถึงจะจบ




