‘อนุทิน’ นำแถลงปฏิบัติการ ‘ตัดหมอก เวียงแหง’

20 พ.ย. 2568 - 15:35

  • ‘อนุทิน’ นำแถลงผลปฏิบัติการ ‘ตัดหมอก เวียงแหง’

  • ปราบสวมสิทธิ์บัตรต่างด้าว-ยาเสพติดภาคเหนือ

  • จวกน่าอับอาย ‘ขรก.เอี่ยวทุจริต’ ใช้ช่องว่างหาผลประโยชน์โยง ‘ทุนจีนเทา’

‘อนุทิน’ นำแถลงปฏิบัติการ ‘ตัดหมอก เวียงแหง’

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงผลดำเนินคดีขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมตัวและทำหลักฐานเท็จในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ “ตัดหมอก เวียงแหง” และผลปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ณ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคที่ 5, ฝ่ายปกครอง และสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “สืบเนื่องจากกรณีการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ในการขอมีสถานะคนต่างด้าว เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งสื่อมวลชนเรียกว่า ส่วยสัญชาติ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่า เป็นการบ่อนทำลายนิติรัฐ นิติธรรม และเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จึงสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย เร่งรัดการตรวจสอบและแก้ปัญหาโดยทันที ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานทั้ง กรมการปกครอง, ตำรวจสอบสวนกลาง, ป.ป.ท., ป.ป.ช. และดีเอสไอ ที่ร่วมกันบูรณาการสืบสวนสอบสวน ขยายผล พบว่าเป็นขบวนการทุจริตที่เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มจีนเทา ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ จึงได้บูรณาการเปิดปฏิบัติ ‘ตัดหมอก เวียงแหง’ เพื่อตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตที่เกี่ยวกับการให้สิทธิอาศัยถาวรของคนต่างด้าวโดยมิชอบ”

anutin-leads-crackdown-on-Wiang-Haeng-identity-fraud-and-drug-networks-SPACEBAR-Photo01.jpg

จวก ‘ขรก.เอี่ยวทุจริต’ ใช้ช่องว่างทะเบียนราษฏรหาผลประโยชน์โยง ‘ทุนจีนสีเทา’

พร้อมท้าวความว่า “มติ ครม. เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีผลเริ่มกระบวนการยื่นขอสถานะ เกิดขึ้นในช่วงที่ตนได้พ้นตำแหน่งไป และเมื่อตนกลับมามีอำนาจเต็มในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กรมการปกครอง สืบสวนสอบสวน เร่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเร็วที่สุด เช่น กรณี อ.ฝาง ที่มีผู้ใหญ่บ้านเรียกรับเงินจากผู้มีสิทธิ ก็มีการสอบสวนวินัย และปัจจุบันได้ถูกลงโทษให้ออกจากราชการแล้ว”

เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่น่าอับอายและเลวร้ายที่กลุ่มขบวนการนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายมีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ไปหาประโยชน์กับสิทธิของคนที่รอมากกว่า 4.8 แสนคน ซึ่งบางคนรอคอยมากว่า 30–40 ปี ซึ่งเราได้รับการชื่นชมจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ในการยุติการไร้สัญชาติ แต่กลับมีการหาผลประโยชน์กับสิทธิของคนเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการใช้ช่องว่างของระบบทะเบียนราษฎร์และสัญชาติเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มจีนเทา ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะถือเป็นการเปิดทางให้อาชญากรรมข้ามชาติและธุรกิจผิดกฎหมายเข้ามาปลอมแปลงตัวตน ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงโดยตรงกับประเทศ รัฐบาลจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า “จากข้อมูลทราบว่า ที่อำเภอเวียงแหง เป็นเมืองหลวงของการทุจริตสวมสิทธิสถานะบุคคลมาอย่างยาวนาน ทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 และเคยมีการจับกุมดำเนินคดีระดับปลัดอำเภอในคดีนี้ ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี และอีกคดีในปี 2563 ซึ่งถูกลงโทษให้ออกจากราชการแล้ว แต่ยังกลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีกในปีนี้ จึงเป็นเหตุให้กระทรวงมหาดไทยต้องขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการล้างบางให้สิ้นซาก ไม่ให้กระทำผิดซ้ำอีก”

“การจับกุมขบวนการทุจริตครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่กระทรวงมหาดไทยออกหมายจับระดับนายอำเภอ จังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนเพียงเล็กน้อย ต้องแลกมาด้วยความก้าวหน้าทางราชการ สะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลว่า ตั้งใจจริง เอาจริง และปราบปรามต่อกระบวนการนี้ที่ก่อภัยความมั่นคงแห่งชาติไม่ว่าจะตำแหน่งหรือสถานะใดก็ตาม”

ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเช่นนี้ต่อไป เพื่อความมั่นคงแน่วแน่ ทำบ้านของเราให้สะอาด ฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน ปกป้องความมั่นคงของประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง

anutin-leads-crackdown-on-Wiang-Haeng-identity-fraud-and-drug-networks-SPACEBAR-Photo02.jpg

นายกรัฐมนตรียังรายงานผลการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากนอกประเทศเข้าสู่ไทย และกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ป.ป.ส. และฝ่ายปกครอง บูรณาการกำลังเต็มรูปแบบ ทั้งด้านข่าวกรอง การปิดล้อมตรวจค้น การสกัดกั้นตามเส้นทางธรรมชาติ และการขยายผลไปถึงผู้สั่งการและเครือข่ายทางการเงิน

ผลปฏิบัติการล่าสุดสามารถยึดของกลางยาบ้า ยาไอซ์จำนวนมาก พร้อมจับกุมผู้ต้องหาในขบวนการลำเลียงและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมพยานหลักฐานนำไปขยายผลต่อเนื่อง เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ด้วยปฏิบัติการ “ตัดวงจรทั้งระบบ” ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ลำเลียง ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงเครือข่ายการเงินเบื้องหลัง เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด

รัฐบาลประกาศเป็นศัตรูกับผู้ค้ายาเสพติดทุกประเภท และพร้อมสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

anutin-leads-crackdown-on-Wiang-Haeng-identity-fraud-and-drug-networks-SPACEBAR-Photo03.jpg

นายกรัฐมนตรียังชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และทุ่มเท ในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแจ้งเบาะแส ดูแลครอบครัว สนับสนุนการบำบัด และรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด เพื่อลูกหลานและสังคมที่ปลอดภัย

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินตรวจสอบปืนของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดจากบ้านผู้ต้องหา และได้หยิบพระที่เป็นของกลางขึ้นมาส่อง พร้อมกล่าวว่า “อันนี้พระเก๊” ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาในห้องแถลงข่าว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะหยิบพระองค์อื่นขึ้นมาส่องต่อ พร้อมกล่าวว่า “ทองเเท้ แต่พระเก๊ พระอยู่กับคนดี ไม่อยู่กับคนไม่ดี เพราะนี่พระเก๊หมดเลย”

anutin-leads-crackdown-on-Wiang-Haeng-identity-fraud-and-drug-networks-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

สำหรับ “กระบวนการสวมสิทธิ์บัตรประชาชนให้กับต่างด้าว” จะมีการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับสูงขึ้นหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า “ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผล หากไปถึงไหนก็ต้องโดนหมด ส่วนรายละเอียดเรื่องค่าหัวเรียกรับ ขอให้อธิบดีปกครองชี้แจง”

ส่วนที่ระบุว่า “ในรัฐบาลชุดนี้จะต้องไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง” นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “อย่างที่ผมบอกกับพี่ๆ ตำรวจ ซึ่งถือว่าโชคดีอย่างหนึ่งที่เหมือนเพื่อนกัน คบกันมาตั้งแต่เป็นเด็ก คุยกันรู้เรื่อง และเข้าใจหน้าที่กันดี และได้บอกไปว่า ถ้าหนักใจอะไรก็ขอให้ปิดชื่อไว้ก่อน เพื่อดูพฤติกรรม และถ้าหากเปิดชื่อเจอใครก็จะไม่ยกเว้น”

หากใครมีข้อมูล ขอนำมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะเอาไปเก็บไว้ทำไม คนพวกนี้เอาไปเก็บไว้ ก็ไม่เกิดมงคลอะไรกับตัวเอง เอามาให้ตำรวจ ตำรวจจะได้ไปจับ และดำเนินคดีอย่างเต็มที่ แต่ละคนที่ได้ชื่อมาก็เอาไปขยายผล

ส่วนจะเป็นการล้างบางข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องเลยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “อย่าเรียกว่าล้างบาง คำว่าล้างบางมีแต่คนที่ไม่ดี ในทุกองค์กรมีคนไม่ดีอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ถือว่าเป็นส่วนน้อย ที่ทำชื่อเสียงเหม็นเน่าป่นปี้ ได้มากกว่าคนส่วนใหญ่ ดังนั้น เรื่องการปราบปรามดำเนินคดี กำจัดคนเหล่านี้ออกไป ไม่ใช่เรื่องที่ยาก”

เมื่อถามถึงการขยายผลความเสียหายจากการเรียกรับผลประโยชน์ อนุทิน กล่าวว่า “ข้าราชการการเรียกรับผลประโยชน์ของข้าราชการที่ทุจริต เราก็ดำเนินการไปแล้ว ไล่ออกจากราชการ และจับดำเนินคดี แต่เทียบไม่ได้กับคนเหล่านี้ที่ทำความเดือดร้อน ซึ่งจะต้องติดตามต่อไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อติดตามเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม”

anutin-leads-crackdown-on-Wiang-Haeng-identity-fraud-and-drug-networks-SPACEBAR-Photo05.jpg

ซัดพวก ‘ฝนตกขี้หมูไหล’ ลั่น ‘ไม่มีช่วย’ แต่จะซ้ำให้หนักชึ้น

ส่วนที่มีการขยายผลพบว่าเกี่ยวข้องกับ “กลุ่มธุรกิจสีเทา” อนุทินยอมรับว่า “คนพวกนี้เกี่ยวข้องกันทั้งหมด เหมือนฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมาพบกัน คนที่เกี่ยวข้องกับค้ามนุษย์ การพนัน สแกมเมอร์ พนันออนไลน์ ค้าบริการทางเพศ ก็อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด เพราะมันก็ทำได้แค่นี้”

พร้อมชื่นชมผู้ปฏิบัติการทุกคน “ทำงานอย่างเต็มที่ เอานโยบายของรัฐบาลไปทำ รัฐบาลไหนให้ความมั่นใจกับเขาว่าไปแล้วจะไม่เจอตอ เจอใครก็คนนั้นไม่มีการช่วย ช่วยดีอย่างเดียวคือช่วยซ้ำ ให้มันหนักยิ่งขึ้น อันนี้มีเขาจึงทำงานอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น นโยบายของผมมีความชัดเจนว่าให้ทำอย่างเต็มที่ จึงเห็นการจับกุมรายใหญ่ๆ ในทุกสัปดาห์ เพราะเราทำงานด้วยความเข้าใจ”

เมื่อถามถึงนโยบายการให้สัญชาติในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย? อนุทินระบุว่า “เป็นการให้โดยหลักมนุษยธรรม” ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าเป็นการเสียหน้าหรือไม่ เพราะ UNSCR ได้กล่าวชื่นชม? อนุทินยืนยันว่า “ไม่เสียหน้าเพราะเป็นการให้ตามหลักมนุษยธรรม เพราะคนเสียหน้า คือคนที่มาหาผลประโยชน์ในช่องโหว่ตรงนี้ นายอำเภอเสียหน้าแน่ๆ นอกจากเสียหน้า ยังเสียผู้เสียคนเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองแม้ตำแหน่งสูง เห็นประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ ว่าคนที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายคือคนเหล่านี้ และสุดท้ายก็ถูกดำเนินคดีไม่พ้นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง อธิบดีกรมการปกครองมีคำสั่งให้ออกจากราชการ เพราะมีความผิดชัดเจน”

สิ่งเหล่านี้คือการสนับสนุนให้เห็นว่าทำไปเถอะ รัฐบาลอยู่ข้างหลังอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ปืนและของกลางทั้งหลายที่จับได้ ซึ่งเป็นไปได้อย่างไร ปืนจำนวนมากเหล่านี้อยู่ในบ้านคนๆ เดียว หากบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป และให้ผู้ใหญ่บ้านสามารถครอบครองอาวุธที่สามารถทำลายชีวิตคนได้อย่างรุนแรง แบบนี้ก็เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน สิ่งเหล่านี้เราต้องดำเนินการปราบปราม เพราะผิดกฎหมายทุกอย่าง นี่คือเหตุผลที่ตั้งแต่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พ้นไป 3 เดือนแล้วกลับมา ผมไม่ยอมให้มีการต่ออายุทะเบียนปืนสำหรับคนทั่วไป เราต้องทำให้ประชาชนในประเทศไทยไม่ต้องถือปืน เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารฝ่ายความมั่นคงเท่านั้นที่จะต้องถืออาวุธเหล่านี้ไปปราบปรามคนไม่ดี แต่ประชาชนต้องอยู่ด้วยความปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องพกพาอาวุธ ซึ่งของกลางที่จับมาบอกว่าเอาไว้ป้องกันตัว มันไม่ได้ เพราะมีเยอะก็เท่ากับมีไว้เอาไปทำลายคนอื่น ข่มขู่ ซึ่งต้องปราบ

anutin-leads-crackdown-on-Wiang-Haeng-identity-fraud-and-drug-networks-SPACEBAR-Photo06.jpg

จ่อขอเมตตาศาลพิจารณาปม ‘ให้ประกันตัวง่าย’

นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า “ทราบข่าวว่าที่ถูกจับกุมได้รับการประกันตัวด้วยวงเงินแค่นิดเดียว หนึ่งแสนบาท ซึ่งกลับไปผมจะทำหนังสือกราบเรียนประธานศาลฎีกาให้พิจารณา คนที่ทำผิดแบบนี้สมควรที่จะได้รับการประกันตัวหรือไม่ แต่ผมเคารพดุลพินิจของศาลอยู่แล้ว ซึ่งคนที่ให้ประกาศอาจดูเพียงสำนวน ไม่ได้ดูจุดว่าร้ายแรงอย่างไร หากมาเห็นว่าผู้ต้องหาพกอาวุธร้ายแรงขนาดนี้ เต็มบ้าน และมีพฤติกรรมไม่ดี ทำผิดกฎหมายแทบทุกอย่าง แต่พอจับได้ก็ได้การประกันตัว”

ขอย้ำว่าความเคารพต่อดุลพินิจของผมมี แต่ก็ต้องทำเรื่องกราบเรียนให้ทราบว่าต้องมีวิธีอะไรหรือไม่ ซึ่งสุดแล้วแต่ความกรุณา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์