‘อนุทิน’ ไม่ปฏิเสธดึง ‘สส.กล้าธรรม’ ปัดตีตกชื่อ ‘สุริยะ-สมศักดิ์’ ลั่นสแกนชื่อ รมต. เข้ม

26 ก.พ. 2569 - 19:04

  • ‘อนุทิน’ ปฏิเสธตอบดึง 9 สส.กล้าธรรม ร่วมรัฐบาลหรือไม่ ปัดปิดดีลตั้งรัฐบาล หลังสะพัดจบที่ 292 เสียง อ้างยังไม่ได้เปิดอะไรเลย โตข่าวตีตกชื่อ ‘สุริยะ-สมศักดิ์’ นั่งรัฐมนตรี บอก ยังไม่ได้พูดคุยพรรคใด ย้ำคุณสมบัติรัฐมนตรี ยึดบรรทัดฐานศาลรัฐธรรมนูญ เคยวินิจฉัยคดี ‘ภูมิธรรม-ทวี’ สแกนเข้มข้นขึ้น

  • ‘อนุทิน’ วางหลักตั้ง ครม.ใหม่ “รมต.ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ต้องไร้มลทิน ไม่ขัดผลประโยชน์ชาติ ไม่คิดทรยศ ประพฤติตนขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างชัดเจน หลังศาล รธน. วางบรรทัดฐานผ่านคดี ‘ภูมิธรรม-ทวี’

‘อนุทิน’ ไม่ปฏิเสธดึง ‘สส.กล้าธรรม’ ปัดตีตกชื่อ ‘สุริยะ-สมศักดิ์’ ลั่นสแกนชื่อ รมต. เข้ม

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวปัดตกรายชื่อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทย จากโควตารัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เพราะต้องการให้คนรุ่นใหม่มาร่วมเป็นรัฐมนตรี ว่า "ไม่มีเลย"

ส่วน 2 บุคคลที่มีรายชื่อจะมีปัญหาหรือไม่ หากมาร่วมรัฐบาล อนุทิน กล่าวว่า "ยังไม่ได้คุยกับพรรคไหนเลย ไม่ว่าจะเรื่องของกระทรวง หรือเรื่องอะไรก็ตาม"

สำหรับการเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจะต้องคำนึงถึงเรื่องคุณสมบัติ หลังศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยในคดีของ ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กรณีแทรกแซงการเลือกตั้ง สว.ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แม้ทั้งสองคนจะไม่มีความผิด โดยจะต้องยึดแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวางหลักด้วยใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า "แน่นอน"

เมื่อถามย้ำว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้การตรวจสอบคุณสมบัติต้องเข้มข้นกว่าเดิมใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า "เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย"

อนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลแล้ว ขั้นตอนของรัฐบาลต้องดำเนินการอย่างไร ว่า รัฐบาลไม่เกี่ยว ในส่วนของพรรคการเมืองก็ขอให้ สส. ไปรับเอกสาร จากนั้นไปรายงานตัวที่สภาผู้แทนราษฎรตามเวลาที่กำหนด

เมื่อถามถึงขั้นตอนการเปิดสภาผู้แทนราษฎร นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของขั้นตอนของสภาฯที่เขาจะมีการทำเรื่องกราบบังคมทูลฯ เสด็จพระราชดําเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การดำเนินการของรัฐบาล ในเรื่องสภาฯ รัฐบาลไม่เกี่ยว

เมื่อถามว่าถ้านั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม เองชอบหรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

เมื่อถามย้ำว่าสรุปแล้วพรรคกล้าธรรม (กธ.) มาร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

เมื่อถามอีกว่าดีลรัฐบาลจะปิดที่ 292 เสียงใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่เปิดอะไรเลยจะปิดอะไรล่ะ

สำหรับการเปิดสภาตามขั้นตอนเราต้องแจ้งไปทางสภาด้วยหรือไม่ว่าเรามีความพร้อม อนุทิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยวอยู่ที่ว่า สส.ไปรายงานตัว ถ้าครบ 95 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเปิดได้ ก็เป็นหน้าที่ของเลขาฯสภา ตนไม่ทราบว่าใครต้องทำเรื่องเรียกประชุม แต่ก่อนหน้านี้ประชุมอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีพระราชพิธีเปิดรัฐสภา ตรงนั้นก็มีขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ยิ่งรัฐบาลรักษาการยิ่งไม่เกี่ยวใหญ่เลย

ในฐานะที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องดำเนินการรวดเร็วเลยหรือไม่ เพราะ กกต. รับรองผลแล้ว อนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างมีขั้นตอน พอรับรอง สส.แล้ว จะมีพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา จากนั้นเป็นขั้นเลือกประธาน และเลือกนายกฯ ก่อนจะมาเรื่องจัดตั้ง ครม. มันมีหลายออปชั่น

ส่วนที่นายกฯเคยบอกว่าหลัง กกต. รับรองการจัดตั้งรัฐบาลจะทำอย่างรวดเร็ว นายกฯ กล่าวว่า มันก็มีความพร้อมอยู่

เมื่อถามย้ำว่าพร้อมระดับไหนแล้วตอนนี้ นายกฯไม่ตอบคำถาม ก่อนหันมายกแขนเบ่งกล้ามโชว์สื่อมวลชน

‘อนุทิน’ วางหลักตั้ง ครม.ใหม่ “รมต.ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือ อนุทิน 2/1 จะต้อง “เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย”

สำหรับคำว่า “เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย” อนุทิน จะยึดคำวินิจฉัยคดี ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แทรกแซงการเลือกตั้ง สว. โดยศาลได้มีการวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองไม่สิ้นสุด แต่ได้นำมาเป็นกรอบและหลักการในการแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หน้า 45 เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา

โดยศาลรัฐธรรมนูญวางหลักการสำคัญในมาตรา 160 (4) บัญญัติให้รัฐมนตรีต้อง “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” โดยมีสาระสำคัญว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” นั้น คำว่า “ซื่อสัตย์” หมายความว่า ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง ส่วนคำว่า “สุจริต” หมายความว่า ความประพฤติชอบ โดยความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty) นี้ เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (Integrity)

ทั้งนี้ การมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ย่อมหมายความว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมที่บกพร่องจากมาตรฐาน หรือ “ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริต หรือพฤติการณ์บิดเบือนเพื่อให้ตนเองได้ไปซึ่งผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือของบุคคลอื่นโดยมิชอบ แต่ไม่ถึงกับต้องแสดงให้ปรากฏว่าบุคคลนั้นมีความประพฤติดีงามอย่างชัดเจน เพียงไม่ประพฤติตนให้ “ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างชัดเจน” ความประจักษ์ในที่นี้จึงหมายถึง ไม่มีพฤติกรรมที่ปรากฏในทางมิชอบหรือไม่สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ของรัฐมนตรี ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นส่วนรวม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์