‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 และกล่าวบรรยาย หัวข้อ บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมือง ในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมี ‘พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ‘พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์’ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ‘พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์’ ผู้บัญชาการทหารเรือ 'พลเอกสิทธา มหาสันทนะ’ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ‘พลโททักษิณ สิริสิงห’ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 เข้าร่วมด้วย
ใจความสำคัญของกล่าวเปิดหลักสูตร ‘นายกฯ’ ได้ย้ำว่า ความมั่นคงของประเทศในยุคปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันทางทหารเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงเศรษฐกิจ สังคม และข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน รัฐบาลจึงมุ่งสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแรง ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในความมั่นคงของชาติ ผ่านนโยบายที่ยั่งยืนโดยความมั่นคงต้องมาจาก ‘การบูรณาการ’ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงภายใน

ทั้งนี้ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่าเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมสั่งให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมทั้งด้านความปลอดภัย การทูต การทหาร และเศรษฐกิจ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยย้ำว่า ‘ความมั่นคงแห่งชาติ’ คือผลลัพธ์จากความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งต้องตั้งอยู่บนความจริง คุณธรรม และความรับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศไทยยืนหยัดอย่างมั่นคงในเวทีโลก
ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ถึงกรณีระงับปฏิญญาร่วม (Joint Declaration) ระหว่างไทย - กัมพูชา ว่าจะต้องชี้แจงกับ ‘อันวาร์ อิบราฮิม’ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนหรือไม่ โดย ‘อนุทิน’ ระบุว่าไม่มี 4 ข้อแล้ว สำหรับประเทศไทยต้องดำเนินการแบบ ‘Do it My Way’

สำหรับประเด็นการเมินมาตรการ ‘ภาษีทรัมป์’ ในมุมของนายกฯ มีความเห็นว่า ไทยต้องมีความพร้อมอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก ฉะนั้น ก็มีหน้าที่ที่จะแสวงหาโอกาส หาตลาดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา - พัฒนาคุณภาพสินค้าให้เป็นที่ต้องการของทั่วโลกให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้ สำหรับศักยภาพไทยมีแล้ว พร้อมย้ำว่าจะต้องมีการชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนช่วงที่ผ่านมากับ ‘สหรัฐฯ’ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ลงนามที่ประเทศมาเลเซียด้วย ซึ่งจะต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่จะดำเนินการ
“เราจะไม่ให้สิ่งเหล่านี้ มาเป็นเป็นตัวฉุด หรือทำให้เราเสียเปรียบ หรือทำให้อธิปไตยของเรา ถูกก้าวล่วง”
ส่วนแผนยุทธการณ์ต่างๆ และกระแสสังคมที่บางส่วนอยากเห็นการสู้รบแบบเด็ดขาดนั้น นายกฯ ระบุว่า เรามีแผนปฎิบัติอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องความมั่นคง การป้องกันประเทศ ไม่สามารถมาพูดในลักษณะการให้สัมภาษณ์ได้ แต่ในฐานะรัฐมนตรีและหัวหน้ารัฐบาล เได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ กำหนดมาตรการและผู้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่ออธิปไตยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนต่อเกียรติภูมิศักดิ์ศรี ของทหาร และเจ้าหน้าที่ที่คอยปกป้องดูแลแผ่นดินของเราอยู่





