นายกฯ ปาฐกถา 24 ปี ช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ฯ

6 พ.ค. 2569 - 11:34

  • นายกฯ ปาฐกถา 24 ปี ช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ฯ

  • ลั่น ยุติธรรมที่ล่าช้าคือไม่ยุติธรรม รบ.ต้องอุดช่องว่างกระบวนการป้องกัน ‘แพะ’ ชี้ ตั้งแต่ปี 44 ช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ 1.4 แสนราย

  • ซัด เป็นความอดสูเอาคนผิดจริงๆ รับโทษไม่ได้ ชูมอตโต้ ‘Justice for all’

นายกฯ ปาฐกถา 24 ปี ช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ฯ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานระดับชาติ ภายใต้ชื่อ “24 ปี กับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็ว...ทั่วถึง...และเป็นธรรม... เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า : คือความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied)” โดยมีพล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว. ยุติธรรม เข้าร่วมด้วย

นายกฯ กล่าวว่า  การช่วยเหลือเหยื่อบริสุทธิ์ที่รวดเร็วทั่วถึงและเป็นธรรม เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรมตามที่รมว.ยุติธรรมได้กล่าวให้พวกเราฟังประเทศใดจะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและสมานฉันท์ประเทศนั้นจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความยุติธรรม ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการคุ้มครองช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม และเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย ที่ตกเป็นอาชญากรรม หรือผู้ต้องหาหรือจำเลย ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด การคุ้มครองช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์นี้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม รวมทั้งคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยซึ่งจะได้รับการช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยเหตุผลแห่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และหลักสิทธิมนุษยชนสากลในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลยืนยันยึดมั่นในหลักนิติธรรม ที่ทุกคนอยู่ภายใต้หลักกฏหมายอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน รวมถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในสังคมประชาธิปไตย การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคและภาระที่ไม่จำเป็นของพี่น้องประชาชน รวมทั้งการให้ความสำคัญในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาปรับกระบวนการทำงานในภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วและเป็นธรรม

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในกรณีที่ผู้บริสุทธิ์ต้องเกี่ยวข้องกับคดีอาญาไม่ว่าจะเป็นสถานะของการเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหาหรือเป็นจำเลยคนเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิ ได้รับบาดเจ็บ เสื่อมเสียชื่อเสียง สูญเสียอิสรภาพ หรือสูญเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และมีผลกระทบที่รุนแรงต่อชีวิตอย่างมากถือเป็นวิกฤตของบุคคลคนหนึ่ง ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่รัฐไม่อาจมองข้ามไปได้ รัฐบาลต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิของบุคคลเหล่านี้ พร้อมต้องกำหนดนโยบายและมาตรการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งการแก้ไขและอุดช่องว่างความบกพร่องในกระบวนการยุติธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ต้องตกเป็นจำเลย หรือที่เรารู้จักกันดี ที่เรียกว่า แพะ ทั้งที่ไม่ได้กระทำผิด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญตลอดมาตั้งแต่ปี 2544 ที่มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นผู้บริสุทธิ์ไปแล้วกว่า 145,000 ราย รวมเป็นเงิน 8,000กว่าล้านบาท และมีชาวต่างชาติช่วยเหลือ 1,000 ราย เป็นเงินกว่า 47 ล้านบาท ตรงนี้ไม่ได้ถือเป็นงาน ถือเป็นความน่าอัปยศอดสูที่เราไม่สามารถนำคนที่กระทำความผิดจริงๆ เข้าไปรับโทษได้แต่เรานำคนที่ไม่ได้กระทำผิดอาจจะเป็นเรื่องของการยัดข้อหา ยัดเยียดความผิดและเขาต้องเข้าไปจำคุกแทนคนอื่น ต้องไปประสบความยากลำบาก  ฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่เราดูแล้วคนไทยกว่า 145,000 คนถูกกระบวนการยุติธรรมที่เขาไม่ได้กระทำผิด ต้องรับโทษ เราก็ต้องไปช่วยเหลือเขาและต้องเยียวยาเขา 8,00 กว่าล้านบาท ตนว่าเราสามารถนำไปสร้างประโยชน์อื่นๆอย่างยั่งยืนกว่ากับคน 70  กว่าล้านคน ยังไม่นับรวมต่างชาติ 1,00 กว่าราย ซึ่งเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เขาไม่ได้เสียภาษี แต่เราก็ต้องช่วยเหลือถึง 47 ล้านบาท ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงต้องมาคิดกันว่าจะสามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับคนทุกคนได้อย่างเต็มที่

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอนอกบทนิดนึง แต่ไม่มีถุยแน่นอน ทั้งนี้ มีโอกาสได้ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาในการปฏิญาณตนหนังสือ ระบุว่าประเทศจะถูกแบ่งแยกไม่ได้ และความยุติธรรมจะต้องมีให้กับคนทุกคน เราใช้หลักยุติธรรมนี้ในการบริหารบ้านเมือง ในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน เราต้องใช้คำว่า ‘Justice for all’ (ความยุติธรรมสำหรับทุกคน) ทุกคนต้องได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกันไม่ว่าจะอยู่ในสถานะหรือระดับไหน  ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลจะยืนเคียงข้างประชาชนผู้บริสุทธิ์ในกระบวนการที่ทำอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะรูปแบบการคุ้มครอง ช่วยเหลือเยียวยาและที่สำคัญที่สุดจะต้องให้ความสำคัญ สูงสุดกับหลักนิติธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้มีเหยื่อรายใหม่เกิดขึ้น และคนที่ไม่อำนวยความยุติธรรมให้กับ คนที่ควรจะได้รับความยุติธรรม จะต้องถูกโทษสถานหนักมากกว่าคนที่กระทำความผิด สิ่งเหล่านี้คือจุดยืนของรัฐบาลและตนก็หวังว่ารัฐบาล ชุดไหนที่มีคนยุติธรรมมาบริหารบ้านเมืองก็คงจะต้องยึดถือหลักนี้ในการบริหารบ้านเมืองต่อไป

นายกฯ กล่าวต่อว่า เหยื่อรายนี้อาจบอกว่าเป็นคนเล็ก คนน้อยบ่อยครั้งเขาถูกมองข้าม แต่โลกนี้เคยมีคำกล่าวไว้ว่าหากจะมองว่าชาติใดมีความเป็นอารยะ มีความเจริญเพียงใดก็ให้มองวิธีที่ชาตินั้นปฏิบัติต่อคนที่เปราะบางและมีพลังน้อยที่สุดในสังคม เราต้องก้าวข้ามหลุมนี้ไปให้ได้ เพราะประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่มีอารยะเรากำลังเข้าไปอยู่ในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(โออีซีดี) ซึ่งเป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีความตั้งใจและมีความพร้อมที่จะทำให้เกิดความมีอารยะในประเทศของเรา ไม่แพ้ใคร โดยหลักการเช่นนี้ จึงขอให้ผู้บริหารที่รับผิดชอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ยึดถือหลักว่าการช่วยเหลือประชาชนจะต้องรวดเร็วทั่วถึงและเป็นธรรม รวดเร็วคือเมื่อเกิดเหตุรัฐต้องเข้ามาดูแล โดยที่ประชาชนไม่ต้องร้องขอทั่วถึงคือไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามอยู่ใกล้หรือไกลสิทธิในการรับความคุ้มครองช่วยเหลือเยียวยาจะต้องเท่าเทียมกันเป็นธรรม คือการพิจารณาทุกอย่างต้องโปร่งใสให้กับผู้เสียหายอย่างแท้จริง ข้าราชการจะต้องทำงานเชิงรุก มุ่งช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งต้องเผชิญกับความทุกข์อยู่แล้ว ต้องไม่ถูกปล่อยให้รอคอยความช่วยเหลือกลายเป็นการซ้ำเติมและเจ็บปวดให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น

นายกฯ กล่าวด้วยว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมาหลายท่านในฐานะที่ท่านเป็นพ่อเมืองของแต่ละจังหวัดมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิดในยุคนี้ท่านได้รับมอบหมายและมอบอำนาจมอบการตัดสินใจในการดูแลจังหวัดของท่านอย่างเต็มที่ เปรียบเหมือนนายกรัฐมนตรีของจังหวัด สิ่งเหล่านี้ขอให้ท่านได้ร่วมมือกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับกระทรวงยุติธรรม ในการอำนวยความเป็นธรรมและอำนวยความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างรอบด้าน ขอสั่งการในฐานะรมว.มหาดไทยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะที่อยู่ภายใต้การรับผิดชอบ และการกำกับดูแลของอนุทินให้ยึดถือหลักนี้อย่างเต็มที่

“ปัจจุบันภาพลักษณ์ของประเทศไทยไม่ได้ถูกพัฒนาต่อความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงศักยภาพของรัฐบาลในการคุ้มครองประชาชนการเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดีของประเทศไทยเรื่องของหลักยุติธรรม คือเกณฑ์หลักในการพิจารณาและแน่นอนความคงเส้นคงวา ความมีมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมายเป็นปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกจะใช้ในการพิจารณาในการตัดสินใจที่จะมาลงทุนหรือมาท่องเที่ยวหรือมาทำกิจกรรมร่วมกันกับประเทศไทย ผมขอย้ำอีกครั้งว่า รัฐบาลจะมุ่งมั่นพัฒนายกระดับการช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลฃ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทั่วถึงและเป็นธรรม อันจะช่วยเสริมสร้างและสะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ดีด้านกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในสายตาของชาวโลกจะได้เป็นที่น่าเชื่อถือและเป็นที่เชื่อมั่นและทำให้ประเทศไทยของเรา มีการเติบโตอย่างมั่นคงและยังยืนต่อไป ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะทำงานยืนอยู่เคียงข้างกับพวกท่านเพื่อช่วยเหลือประชาชน”

นายกฯ กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์