อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปฏิเสธให้ความเห็นแบบชัดเจน เรื่องการร่วมงานกันในอนาคตของพรรคภูมิใจไทยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่มีกระแสข่าวเตรียมร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ และแสดงท่าทีจะเป็นนายกฯ อีก 2 ปี โดย อนุทิน ย้ำเพียงว่า ทุกอย่างอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง
“ทุกอย่างจะอยู่หลังเลือกตั้ง ต้องรู้ผลการเลือกตั้งก่อนจะไปทําอะไรกับใคร เราจะพูดอะไรต้องรู้ว่ามีความพร้อมแค่ไหน พอไม่มีความพร้อมแล้วไปพูดอะไรใหญ่โตก็จะเห็นๆ อยู่” อนุทิน กล่าว
เมื่อถามว่าได้เห็นเจตจำนงของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ว่าต้องการไปต่อ 2 ปี อนุทิน ตอบว่า “ท่านเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้กับบ้านเมืองตามกรอบและระบบของรัฐสภา และที่ผ่านมา ก็บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนรัฐบาลจะอยู่จนครบวาระ”
เมื่อถามว่า มีการมองทายาทการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะอยู่ได้อีก 2 ปี และส่งต่อมายังตัวของ อนุทิน มีความเป็นไปได้หรือไม่ อนุทิน ก็ตอบว่า “ก็ดูในประวัติศาสตร์การเมืองประเทศไทย รู้สึกว่าทายาททางการเมืองก็จะตายก่อน ผมไม่ประสงค์ ถ้าผมจะเป็นอะไร ต้องทําตัวเองให้มีความพร้อม ทําความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ไม่ให้ใครมาตั้ง”
เมื่อถามว่า หากพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้คะแนนน้อยกว่าพรรคภูมิใจไทย จะยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯหรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “ทั้งหมดต้องดูผลของการเลือกตั้ง แต่ละพรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างไร ซึ่งตอนนี้พูดไปก่อนไม่ได้ เวลาจะพูดอะไรต้องดูสถานการณ์ ดูความพร้อมว่าเราอยู่ในจุดไหนก่อน จริงๆ คำถามเหล่านี้ต้องมาดูหลังเลือกตั้ง”
เมื่อถามว่า จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยคือให้พรรคที่ได้อันดับ 1 หรือพรรคที่รวบรวมเสียงได้อันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาล อนุทิน ตอบว่า “ในระบอบประชาธิปไตย มีกติกามีมารยาทอยู่ ตนถึงไม่ค่อยกังวลตรงนั้น รอให้ถึงวันนั้นก่อน และในรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนว่าให้พรรคที่ได้อันดับหนึ่งได้จัดตั้งรัฐบาลหรือต้องเป็นนายกฯ ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนอย่างงั้นก็ชัดเจน รัฐธรรมนูญก็คือระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายไหนที่รวบรวมเสียงข้างมากก็คือผู้ชนะ”
เมื่อถามว่า สูตร ‘บิ๊กตู่’ กับ ‘หนู’ คนละ 2 ปี ให้ดูหลังเลือกตั้งใช่หรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “ทุกอย่าง ทั้ง อุ๊งอิ๊ง บิ๊กตู่ หนู บิ๊กป้อม ตุ๋ย มิ่งขวัญ ท๊อป ก็ต้องดูหลังเลือกตั้งหมด”
เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีเวลาทำงานอีก 2 ปี ขณะที่แคนดิเดตนายกฯ คนอื่นมีเวลาอีก 4 ปี ถือว่าเป็นจุดอ่อนของนายกฯ หรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “ตนขอไม่วิจารณ์คนอื่น นี่ก็เข้าใกล้การเลือกตั้งทั่วไปมาทุกทีแล้ว คิดว่าสิ่งที่ต้องกังวล คือทำนโยบายของพรรค ภูมิใจไทยให้โดนใจประชาชน”
“ทุกอย่างจะอยู่หลังเลือกตั้ง ต้องรู้ผลการเลือกตั้งก่อนจะไปทําอะไรกับใคร เราจะพูดอะไรต้องรู้ว่ามีความพร้อมแค่ไหน พอไม่มีความพร้อมแล้วไปพูดอะไรใหญ่โตก็จะเห็นๆ อยู่” อนุทิน กล่าว
เมื่อถามว่าได้เห็นเจตจำนงของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ว่าต้องการไปต่อ 2 ปี อนุทิน ตอบว่า “ท่านเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้กับบ้านเมืองตามกรอบและระบบของรัฐสภา และที่ผ่านมา ก็บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนรัฐบาลจะอยู่จนครบวาระ”
เมื่อถามว่า มีการมองทายาทการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะอยู่ได้อีก 2 ปี และส่งต่อมายังตัวของ อนุทิน มีความเป็นไปได้หรือไม่ อนุทิน ก็ตอบว่า “ก็ดูในประวัติศาสตร์การเมืองประเทศไทย รู้สึกว่าทายาททางการเมืองก็จะตายก่อน ผมไม่ประสงค์ ถ้าผมจะเป็นอะไร ต้องทําตัวเองให้มีความพร้อม ทําความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ไม่ให้ใครมาตั้ง”
เมื่อถามว่า หากพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้คะแนนน้อยกว่าพรรคภูมิใจไทย จะยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯหรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “ทั้งหมดต้องดูผลของการเลือกตั้ง แต่ละพรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างไร ซึ่งตอนนี้พูดไปก่อนไม่ได้ เวลาจะพูดอะไรต้องดูสถานการณ์ ดูความพร้อมว่าเราอยู่ในจุดไหนก่อน จริงๆ คำถามเหล่านี้ต้องมาดูหลังเลือกตั้ง”
เมื่อถามว่า จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยคือให้พรรคที่ได้อันดับ 1 หรือพรรคที่รวบรวมเสียงได้อันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาล อนุทิน ตอบว่า “ในระบอบประชาธิปไตย มีกติกามีมารยาทอยู่ ตนถึงไม่ค่อยกังวลตรงนั้น รอให้ถึงวันนั้นก่อน และในรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนว่าให้พรรคที่ได้อันดับหนึ่งได้จัดตั้งรัฐบาลหรือต้องเป็นนายกฯ ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนอย่างงั้นก็ชัดเจน รัฐธรรมนูญก็คือระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายไหนที่รวบรวมเสียงข้างมากก็คือผู้ชนะ”
เมื่อถามว่า สูตร ‘บิ๊กตู่’ กับ ‘หนู’ คนละ 2 ปี ให้ดูหลังเลือกตั้งใช่หรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “ทุกอย่าง ทั้ง อุ๊งอิ๊ง บิ๊กตู่ หนู บิ๊กป้อม ตุ๋ย มิ่งขวัญ ท๊อป ก็ต้องดูหลังเลือกตั้งหมด”
เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีเวลาทำงานอีก 2 ปี ขณะที่แคนดิเดตนายกฯ คนอื่นมีเวลาอีก 4 ปี ถือว่าเป็นจุดอ่อนของนายกฯ หรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “ตนขอไม่วิจารณ์คนอื่น นี่ก็เข้าใกล้การเลือกตั้งทั่วไปมาทุกทีแล้ว คิดว่าสิ่งที่ต้องกังวล คือทำนโยบายของพรรค ภูมิใจไทยให้โดนใจประชาชน”





