อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมต.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปฏิเสธให้ความเห็นกรณี ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองและนักธุรกิจกลางคืน พุ่งเป้ามาที่กระทรวงสาธารณสุข และพรรคภูมิใจไทย โดยระบุเพียงว่าถือเป็นสิทธิที่จะดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายเปิดทางให้ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง และทราบด้วยว่าเป็นกลุ่มการเมืองใด ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทย เพราะมีนโยบายและผลงานที่ชัดเจน ไม่เคยไปลอกเลียนคนอื่น
อนุทิน ย้ำด้วยว่า ไม่จำเป็นต้องเคลียร์ใจกับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กรณีออกมาออกมารับข้อมูลทุจริตจาก ชูวิทย์ ด้วยตัวเอง
“ไม่ต้องคุย คุยทำไม คุยไปก็ไม่มีประโยชน์ เลือกตั้งเสร็จใครมี ส.ส.เท่าไหร่ ตรงนี้ถึงจะเป็นตัวชี้ว่าใครจะต้องคุยยังไงกับใคร มีเงื่อนไขอะไร ตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์ของมัน แต่ละคนก็ต้องไปทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน พรรคภูมิใจไทย คิดอยู่แค่นี้ ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่” อนุทิน ระบุ
พร้อมมั่นใจด้วยว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่ทำให้เกิดความอึดอัดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะมองหน้ากันอีกแค่ไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ อีกทั้งต้องแยกความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ ครม. ออกจากกัน ต่างคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง ถ้าไม่ทำงาน คนก็จะหาว่าละเลย ละเว้นอีก ส่วนจะส่งผลต่อการร่วมรัฐบาลในอนาคตหรือไม่นั้น อนุทิน มองว่า ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละพรรค
“ความจริงก็ดีเหมือนกัน ก่อนเลือกตั้งคนจะได้ไปทำงานอย่างเต็มที่ ปลดแอก ปลดพันธนาการทั้งหลาย ทําให้เราเป็นตัวของเราเองอย่างเต็มที่ จะได้คิดอะไรของเราเอง โดยไม่ต้องมีความเกรงอกเกรงใจหรือวิตกกังวลอะไร เพราะบางที เราต้องนึกถึงตัวเราเอง มัวแต่ไปคิดถึงคนอื่นมากๆ ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ดีกับตัวเรา” อนุทิน ระบุ
เมื่อถามถึงกรรีที่ ชูวิทย์ ประกาศจะสกัดไม่ให้พรรคภูมิใจไทย ได้เป็นรัฐบาลนั้น อนุทิน หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ไม่ให้ราคา” ส่วนที่อีกฝ่ายออกมาตอบโต้หลังจากที่แผ่เมตตาให้นั้น อนุทิน กล่าวว่า “เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายชูวิทย์พึ่งจะโทรศัพท์มาหาผม มานัดกินข้าว ยังไม่ทันได้นัดกันเลย มาว่ากันซะแล้ว ไม่เป็นไร ธรรมดาของการเมือง รู้กันอยู่แล้ว นายชูวิทย์กับผมรู้จักกันมาหลายปี ลูกก็เป็นเพื่อนกัน เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องกลเกมทางการเมือง ก็ว่ากันไป ต่างคนต่างมีหน้าที่ ก็ทํากันไป แต่อย่าทําผิดกฎหมายก็แล้วกัน” นอกจากนี้ ย้ำว่าไม่ต้องโทรศัพท์เคลียร์ใจกับอีกฝ่าย
“ก่อนหน้านี้ เคยโทรไปครั้งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะนายชูวิทย์ บอกว่าให้มากินข้าวกัน ตนก็บอกว่าโอเคเดี๋ยวจะนัด แต่เมื่อโทรไป นายชูวิทย์ก็ไม่รับแล้ว และพอดีมีประเด็นเรื่องนี้ออกมา ก็ไม่ควรจะโทรแล้วล่ะ ความจริง เป็นคนรู้จักกันทั้งนั้น ให้กำลังใจกันมาโดยตลอด เคยคิดทำการเมืองใน กทม. ด้วยกัน แต่พรรคภูมิใจไทย ในขณะนั้นคิดว่าใน กทม. คงจะยาก ไม่เหมือนตอนนี้ แต่ตอนนี้เราก็ได้นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ มาช่วยพอดี นายชูวิทย์ ก็อาจจะโกรธที่ไม่ได้ไปชวน อย่างไรก็ตามคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองเป็นการว่ากล่าวให้ร้าย เพื่อหวังผลอะไรบางอย่าง” อนุทิน ระบุ
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังปฏิเสธให้ความเห็นถึงการปราศรัยใหญ่ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พร้อมย้ำ ไม่มีนโยบายที่จะไปบลัฟ (bluff - เกทับ) พรรคอื่น อย่างไรก็ตาม ขออย่าทำให้เกิดความขัดแย้ง
“ทั้งๆ ที่บอกว่า จะเร่งสร้างความสามัคคีของคนในชาติ แต่พอขึ้นเวทีก็ใส่กันไม่ยั้ง ว่าคนนี้เลว คนนี้ชั่ว คนนี้ไม่ดี ถามว่าแล้วอย่างนี้จะไปสามัคคีได้อย่างไร พรรคภูมิใจไทย ไม่เลือกวิถีทางนี้เพราะย้อนแย้งกับเจตนารมณ์ที่ทุกพรรคระบุว่า จะธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ สร้างความสามัคคีปรองดอง ให้เป็นปึกแผ่นของคนในชาติ ให้เกิดความมั่นคงในประเทศ” อนุทิน ระบุ
นอกจากนี้ ย้ำว่า หากผลการเลือกตั้งออกมา พรรคภูมิใจไทย ได้คะแนน หรือได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ไม่เช่นนั้น จะถือเป็นการโกหกประชาชน เพราะพรรคภูมิใจไทย ประกาศชื่อตนเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียว ส่วนเมื่อถามถึงเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. อนุทิน กล่าวว่า ก็ว่ากันไป แต่มั่นใจว่าเสียงประชาชนสำคัญกว่า ใหญ่กว่า มีความหมายมากกว่า พร้อมยืนยัน ไม่ได้ฟังการปราศรัยของ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประธานที่ปรึกษาพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีประเด็นเกี่ยวกับสถาบันฯ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนย้ำจุดยืนพรรคภูมิใจไทย ไม่แตะเกี่ยวกับมาตรา 112 ก่อนน้ำนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ที่นำเสนอมีประโยชน์ และปฏิบัติได้ ไม่ใช่เอาของคนอื่นมาแก้ไขเป็นของตัวเอง
อนุทิน ย้ำด้วยว่า ไม่จำเป็นต้องเคลียร์ใจกับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กรณีออกมาออกมารับข้อมูลทุจริตจาก ชูวิทย์ ด้วยตัวเอง
“ไม่ต้องคุย คุยทำไม คุยไปก็ไม่มีประโยชน์ เลือกตั้งเสร็จใครมี ส.ส.เท่าไหร่ ตรงนี้ถึงจะเป็นตัวชี้ว่าใครจะต้องคุยยังไงกับใคร มีเงื่อนไขอะไร ตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์ของมัน แต่ละคนก็ต้องไปทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน พรรคภูมิใจไทย คิดอยู่แค่นี้ ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่” อนุทิน ระบุ
พร้อมมั่นใจด้วยว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่ทำให้เกิดความอึดอัดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะมองหน้ากันอีกแค่ไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ อีกทั้งต้องแยกความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ ครม. ออกจากกัน ต่างคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง ถ้าไม่ทำงาน คนก็จะหาว่าละเลย ละเว้นอีก ส่วนจะส่งผลต่อการร่วมรัฐบาลในอนาคตหรือไม่นั้น อนุทิน มองว่า ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละพรรค
“ความจริงก็ดีเหมือนกัน ก่อนเลือกตั้งคนจะได้ไปทำงานอย่างเต็มที่ ปลดแอก ปลดพันธนาการทั้งหลาย ทําให้เราเป็นตัวของเราเองอย่างเต็มที่ จะได้คิดอะไรของเราเอง โดยไม่ต้องมีความเกรงอกเกรงใจหรือวิตกกังวลอะไร เพราะบางที เราต้องนึกถึงตัวเราเอง มัวแต่ไปคิดถึงคนอื่นมากๆ ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ดีกับตัวเรา” อนุทิน ระบุ
เมื่อถามถึงกรรีที่ ชูวิทย์ ประกาศจะสกัดไม่ให้พรรคภูมิใจไทย ได้เป็นรัฐบาลนั้น อนุทิน หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ไม่ให้ราคา” ส่วนที่อีกฝ่ายออกมาตอบโต้หลังจากที่แผ่เมตตาให้นั้น อนุทิน กล่าวว่า “เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายชูวิทย์พึ่งจะโทรศัพท์มาหาผม มานัดกินข้าว ยังไม่ทันได้นัดกันเลย มาว่ากันซะแล้ว ไม่เป็นไร ธรรมดาของการเมือง รู้กันอยู่แล้ว นายชูวิทย์กับผมรู้จักกันมาหลายปี ลูกก็เป็นเพื่อนกัน เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องกลเกมทางการเมือง ก็ว่ากันไป ต่างคนต่างมีหน้าที่ ก็ทํากันไป แต่อย่าทําผิดกฎหมายก็แล้วกัน” นอกจากนี้ ย้ำว่าไม่ต้องโทรศัพท์เคลียร์ใจกับอีกฝ่าย
“ก่อนหน้านี้ เคยโทรไปครั้งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะนายชูวิทย์ บอกว่าให้มากินข้าวกัน ตนก็บอกว่าโอเคเดี๋ยวจะนัด แต่เมื่อโทรไป นายชูวิทย์ก็ไม่รับแล้ว และพอดีมีประเด็นเรื่องนี้ออกมา ก็ไม่ควรจะโทรแล้วล่ะ ความจริง เป็นคนรู้จักกันทั้งนั้น ให้กำลังใจกันมาโดยตลอด เคยคิดทำการเมืองใน กทม. ด้วยกัน แต่พรรคภูมิใจไทย ในขณะนั้นคิดว่าใน กทม. คงจะยาก ไม่เหมือนตอนนี้ แต่ตอนนี้เราก็ได้นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ มาช่วยพอดี นายชูวิทย์ ก็อาจจะโกรธที่ไม่ได้ไปชวน อย่างไรก็ตามคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองเป็นการว่ากล่าวให้ร้าย เพื่อหวังผลอะไรบางอย่าง” อนุทิน ระบุ
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังปฏิเสธให้ความเห็นถึงการปราศรัยใหญ่ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พร้อมย้ำ ไม่มีนโยบายที่จะไปบลัฟ (bluff - เกทับ) พรรคอื่น อย่างไรก็ตาม ขออย่าทำให้เกิดความขัดแย้ง
“ทั้งๆ ที่บอกว่า จะเร่งสร้างความสามัคคีของคนในชาติ แต่พอขึ้นเวทีก็ใส่กันไม่ยั้ง ว่าคนนี้เลว คนนี้ชั่ว คนนี้ไม่ดี ถามว่าแล้วอย่างนี้จะไปสามัคคีได้อย่างไร พรรคภูมิใจไทย ไม่เลือกวิถีทางนี้เพราะย้อนแย้งกับเจตนารมณ์ที่ทุกพรรคระบุว่า จะธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ สร้างความสามัคคีปรองดอง ให้เป็นปึกแผ่นของคนในชาติ ให้เกิดความมั่นคงในประเทศ” อนุทิน ระบุ
นอกจากนี้ ย้ำว่า หากผลการเลือกตั้งออกมา พรรคภูมิใจไทย ได้คะแนน หรือได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ไม่เช่นนั้น จะถือเป็นการโกหกประชาชน เพราะพรรคภูมิใจไทย ประกาศชื่อตนเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียว ส่วนเมื่อถามถึงเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. อนุทิน กล่าวว่า ก็ว่ากันไป แต่มั่นใจว่าเสียงประชาชนสำคัญกว่า ใหญ่กว่า มีความหมายมากกว่า พร้อมยืนยัน ไม่ได้ฟังการปราศรัยของ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประธานที่ปรึกษาพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีประเด็นเกี่ยวกับสถาบันฯ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนย้ำจุดยืนพรรคภูมิใจไทย ไม่แตะเกี่ยวกับมาตรา 112 ก่อนน้ำนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ที่นำเสนอมีประโยชน์ และปฏิบัติได้ ไม่ใช่เอาของคนอื่นมาแก้ไขเป็นของตัวเอง



