อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยัน ไม่มีความกังวล ในประเด็น ‘นายพล’ มาเป็นแกนนำพรรคการเมืองมากขึ้น
“ตำแหน่งนายพลก็เป็นตำแหน่งในอดีต ในสมัยที่ท่านเหล่านั้นรับราชการ พอมาทำพรรคการเมือง ตำแหน่งนายพลที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มา ก็ติดตัวเขาไป ซึ่งไม่เกี่ยวกัน การเมืองก็คือการเมือง เมื่อเข้ามาทำงานนักการเมือง ก็คือนักการเมืองคนหนึ่ง ไม่มีอะไรแตกต่างจากนักการเมืองทั่วไป ไม่เห็นมีอะไรต้องน่ากลัว เพราะทุกคนเข้ามาทำงานให้กับบ้านเมือง ก็หวังว่าคนที่เข้ามาทำงานให้บ้านเมือง ต้องทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง เราจะไปกลัวได้อย่างไร” อนุทิน ระบุ
ส่วนเมื่อถามว่า ยึดอำนาจแล้วไปต่อทางการเมือง จะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “อย่าไปมองโลกในแง่ร้าย วันนี้มาถึงขนาดไหนแล้ว และทุกคนก็ซึมซับความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย ว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด ขนาดคนที่เคยยึดอำนาจมาก่อน สุดท้ายก็ต้องเข้าในระบบการเมืองในระบบเลือกตั้ง ตราบใดที่ยังมีระบบนี้อยู่ รักษามันไว้เถิด ให้นาน ให้ดีที่สุด คนที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงไม่ประสงค์ได้ก็คือนักการเมือง ควรทำตามกฎหมาย ทำตามระเบียบ ทำตามข้อบังคับต่างๆ ให้เคร่งครัด ยึดมั่นในความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ เมื่อทำอย่างนี้แล้ว เชื่อว่าจะไม่มีระบอบอื่นเข้ามาแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยได้”
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังกล่าวติดตลกถึงสโลแกนส่วนตัวในช่วงหาเสียงด้วยว่า “กินกันฉันด้วย ตีกันฉันป่วย อร่อยบอกด้วย ถึงป่วยก็ไป” นอกจากนี้ ยืนยันว่าไม่กังวลที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ยื่นหนังสือต่อ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อให้ตรวจสอบการทุจริตหลายโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มของกระทรวงคมนาคม ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
“นายศักดิ์สยาม ได้ชี้แจงไปแล้ว การจะกล่าวหาใคร ทางที่ดีที่สุดคือจะต้องมีหลักฐานให้ชัดเจน จะใช้การคาดคะเนหรือวิเคราะห์คงไม่สามารถใช้ในกระบวนการยุติธรรมได้ ต้องมีหลักฐาน เพราะถ้ามีหลักฐานก็ฟาดไม่เลี้ยง” อนุทิน ระบุ
นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อการหาเสียง เพราะเชื่อว่าประชาชนรับทราบกันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้ง การสาดโคลนใส่กันสามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้หาสาระไม่ได้ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าเป็นเรื่องการเมืองที่ต้องการดิสเครดิต แต่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อมีการแข่งกัน คนที่อยากจะเข้ามาในการเมืองมากๆ บางทีก็เล่นนอกบท
“แต่ไม่เป็นไร เราไม่ได้ทำอะไรผิด เมื่อไม่ผิดก็คือไม่ผิด อย่างไรก็ตามตนคิดวาากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คนที่ไม่ผิดก็ไม่เห็นถูกลงโทษใดๆ ส่วนคนที่โดนก็คือผิดจริงๆ ดังนั้น เราก็ต้องเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” อนุทิน ระบุ
อนุทิน ย้ำด้วยว่า ไม่ขอก้าวก่ายในเรื่องที่คนของพรรคร่วมรัฐบาลพา ชูวิทย์ เข้ามายื่นหนังสือถึงในทำเนียบรัฐบาล เพราะใครทำอะไรไว้ก็ต้องอธิบาย ตนไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องนี้ ส่วนเมื่อถามว่า เรื่องที่ ชูวิทย์ ออกมาพูดส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งนั้น อนุทิน ก็ตอบว่า “เวลาชี้นิ้วไปที่คนอื่น 1 นิ้ว อีก 4 นิ้ว ก็จะชี้เข้าตัว” พร้อมกันนี้ ปฏิเสธให้ความเห็นว่า การที่คนอื่น มายื่นหนังสือ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามายื่นถึงในทำเนียบฯ เหมือน ชูวิทย์ นั้นเป็นเรื่อง 2 มาตรฐานหรือไม่ ก่อนยืนยันว่า ความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหา
“ที่ผ่านมาทุกยุคทุกสมัย บรรดาหมู่มวลสมาชิกก็มีการทะเลาะเบาะแว้งกันในลักษณะนี้ ขอแค่ระดับบนอย่ามีปัญหากัน คุยกันได้ เปิดช่องกันไว้ ซึ่งปัจจุบันระดับ หัวหน้าพรรค ทั้งตน นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมต.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น มีความเคารพนับถือ เกรงอกเกรงใจกัน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไรกัน แค่รุ่นใหญ่โอเคก็พอแล้ว” อนุทิน ระบุ
นอกจากนี้ ยืนยันว่า จะไม่เสนอปรับ ครม. เพื่อทดแทนโควต้า หลัง กนกวรรณ วิลาวัลย์ ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต
“ตำแหน่งนายพลก็เป็นตำแหน่งในอดีต ในสมัยที่ท่านเหล่านั้นรับราชการ พอมาทำพรรคการเมือง ตำแหน่งนายพลที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มา ก็ติดตัวเขาไป ซึ่งไม่เกี่ยวกัน การเมืองก็คือการเมือง เมื่อเข้ามาทำงานนักการเมือง ก็คือนักการเมืองคนหนึ่ง ไม่มีอะไรแตกต่างจากนักการเมืองทั่วไป ไม่เห็นมีอะไรต้องน่ากลัว เพราะทุกคนเข้ามาทำงานให้กับบ้านเมือง ก็หวังว่าคนที่เข้ามาทำงานให้บ้านเมือง ต้องทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง เราจะไปกลัวได้อย่างไร” อนุทิน ระบุ
ส่วนเมื่อถามว่า ยึดอำนาจแล้วไปต่อทางการเมือง จะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “อย่าไปมองโลกในแง่ร้าย วันนี้มาถึงขนาดไหนแล้ว และทุกคนก็ซึมซับความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย ว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด ขนาดคนที่เคยยึดอำนาจมาก่อน สุดท้ายก็ต้องเข้าในระบบการเมืองในระบบเลือกตั้ง ตราบใดที่ยังมีระบบนี้อยู่ รักษามันไว้เถิด ให้นาน ให้ดีที่สุด คนที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงไม่ประสงค์ได้ก็คือนักการเมือง ควรทำตามกฎหมาย ทำตามระเบียบ ทำตามข้อบังคับต่างๆ ให้เคร่งครัด ยึดมั่นในความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ เมื่อทำอย่างนี้แล้ว เชื่อว่าจะไม่มีระบอบอื่นเข้ามาแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยได้”
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังกล่าวติดตลกถึงสโลแกนส่วนตัวในช่วงหาเสียงด้วยว่า “กินกันฉันด้วย ตีกันฉันป่วย อร่อยบอกด้วย ถึงป่วยก็ไป” นอกจากนี้ ยืนยันว่าไม่กังวลที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ยื่นหนังสือต่อ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อให้ตรวจสอบการทุจริตหลายโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มของกระทรวงคมนาคม ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
“นายศักดิ์สยาม ได้ชี้แจงไปแล้ว การจะกล่าวหาใคร ทางที่ดีที่สุดคือจะต้องมีหลักฐานให้ชัดเจน จะใช้การคาดคะเนหรือวิเคราะห์คงไม่สามารถใช้ในกระบวนการยุติธรรมได้ ต้องมีหลักฐาน เพราะถ้ามีหลักฐานก็ฟาดไม่เลี้ยง” อนุทิน ระบุ
นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อการหาเสียง เพราะเชื่อว่าประชาชนรับทราบกันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้ง การสาดโคลนใส่กันสามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้หาสาระไม่ได้ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าเป็นเรื่องการเมืองที่ต้องการดิสเครดิต แต่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อมีการแข่งกัน คนที่อยากจะเข้ามาในการเมืองมากๆ บางทีก็เล่นนอกบท
“แต่ไม่เป็นไร เราไม่ได้ทำอะไรผิด เมื่อไม่ผิดก็คือไม่ผิด อย่างไรก็ตามตนคิดวาากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คนที่ไม่ผิดก็ไม่เห็นถูกลงโทษใดๆ ส่วนคนที่โดนก็คือผิดจริงๆ ดังนั้น เราก็ต้องเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” อนุทิน ระบุ
อนุทิน ย้ำด้วยว่า ไม่ขอก้าวก่ายในเรื่องที่คนของพรรคร่วมรัฐบาลพา ชูวิทย์ เข้ามายื่นหนังสือถึงในทำเนียบรัฐบาล เพราะใครทำอะไรไว้ก็ต้องอธิบาย ตนไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องนี้ ส่วนเมื่อถามว่า เรื่องที่ ชูวิทย์ ออกมาพูดส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งนั้น อนุทิน ก็ตอบว่า “เวลาชี้นิ้วไปที่คนอื่น 1 นิ้ว อีก 4 นิ้ว ก็จะชี้เข้าตัว” พร้อมกันนี้ ปฏิเสธให้ความเห็นว่า การที่คนอื่น มายื่นหนังสือ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามายื่นถึงในทำเนียบฯ เหมือน ชูวิทย์ นั้นเป็นเรื่อง 2 มาตรฐานหรือไม่ ก่อนยืนยันว่า ความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหา
“ที่ผ่านมาทุกยุคทุกสมัย บรรดาหมู่มวลสมาชิกก็มีการทะเลาะเบาะแว้งกันในลักษณะนี้ ขอแค่ระดับบนอย่ามีปัญหากัน คุยกันได้ เปิดช่องกันไว้ ซึ่งปัจจุบันระดับ หัวหน้าพรรค ทั้งตน นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมต.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น มีความเคารพนับถือ เกรงอกเกรงใจกัน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไรกัน แค่รุ่นใหญ่โอเคก็พอแล้ว” อนุทิน ระบุ
นอกจากนี้ ยืนยันว่า จะไม่เสนอปรับ ครม. เพื่อทดแทนโควต้า หลัง กนกวรรณ วิลาวัลย์ ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต




