‘ฮั้ว สว.’ เดือด! ‘อนุทิน’ ย้ำรัฐบาลไม่เกี่ยว ‘ไอซ์’ ซัดคนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า

20 ส.ค. 2569 - 18:15

  • “ฮั้ว สว.” เดือด ฝ่ายค้านเตรียมยกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

  • ‘อนุทิน’ ย้ำรัฐบาลไม่เกี่ยวข้อง ชี้รัฐบาลกับวุฒิสภาเป็นคนละสถาบัน

  • ฝ่ายค้านโต้กลับ จี้เปิดข้อมูลความเชื่อมโยง ‘ไอซ์’ แซะคนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า

‘ฮั้ว สว.’ เดือด! ‘อนุทิน’ ย้ำรัฐบาลไม่เกี่ยว ‘ไอซ์’ ซัดคนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า

ประเด็น “ฮั้ว สว.” กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังฝ่ายค้านเตรียมนำเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันมาตลอดว่า กระบวนการได้มาซึ่ง สว.เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้าบริหารประเทศ และรัฐบาลกับวุฒิสภาเป็นคนละฝ่ายตามโครงสร้างอำนาจรัฐ

‘อนุทิน’ ย้ำ “รัฐบาลไม่เกี่ยว” พร้อมรับตรวจสอบผลงาน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ชี้แจงกรณีข้อครหา “ฮั้ว สว.” ที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ระบุว่าจะนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว

นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลกับวุฒิสภาเป็นคนละสถาบัน โดยวุฒิสภาอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะที่รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร จึงไม่มีการก้าวก่ายหรือล่วงล้ำอำนาจระหว่างกัน พร้อมระบุว่า หากมีการ “ฮั้ว” กันจริงถือเป็นเรื่องน่ารังเกียจ แต่รัฐบาลไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรีระบุด้วยว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ขณะที่รัฐมนตรีแต่ละคนผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การถวายสัตย์ปฏิญาณ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน

“ส่วนที่ตอบได้ก็ตอบ ส่วนที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่เกี่ยว ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปตอบ”

อนุทินยืนยันว่าเรื่อง “ฮั้ว สว.” ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลต้องกังวล เพราะไม่ใช่การทำงานของรัฐบาล แต่หากฝ่ายค้านอภิปรายถึงผลงานของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี รัฐบาลก็พร้อมตอบและชี้แจง

‘รังสิมันต์’ ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” คือการตรวจสอบทางการเมือง

ด้าน รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่เกิดขึ้นและยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจน จึงไม่ควรด่วนสรุปว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐาน

รังสิมันต์แบ่งการตรวจสอบเรื่อง “ฮั้ว สว.” ออกเป็น 2 ฐาน คือ ฐานทางกฎหมาย ซึ่งต้องพิจารณาว่าการกระทำเข้าข่ายความผิดตามมาตราใดหรือไม่ โดยผู้มีอำนาจชี้ขาดคือหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่รัฐสภา และ ฐานทางการเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลผ่านกลไกสภา

รังสิมันต์ตั้งคำถามว่า แม้ฝ่ายการเมืองจะสามารถผ่านการตรวจสอบจากกลไกสภาหรือกระบวนการทางกฎหมายไปได้ แต่ประชาชนยังมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่าผู้มีอำนาจทางการเมืองเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวหรือไม่

พร้อมกล่าวถึงการเปิดเผยข้อมูลของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และภาคส่วนต่างๆ ที่นำเสนอข้อมูลความเชื่อมโยงของบุคคลหลายกลุ่ม โดยมองว่าหากมีการดำเนินการเป็นกระบวนการจริง อาจมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง

“ท่านคิดว่า ท่านจะโกหกประชาชนเรื่องนี้ไปได้อีกเท่าไหร่”

รังสิมันต์ย้ำว่า แม้เสียงในสภาฯ จะเป็นส่วนหนึ่งของสมการทางการเมือง แต่ประชาชนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินเรื่องนี้

จี้รัฐบาลอย่านิ่งเฉย ปมอ้างเบื้องสูง

รังสิมันต์ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการขยายผลไปถึงข้อกล่าวหาเรื่องการแอบอ้างเบื้องสูง โดยระบุว่า หากมีการนำสถาบันมาใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ถือเป็นเรื่องร้ายแรง และตั้งคำถามว่ากลุ่มที่ประกาศตัวว่าปกป้องสถาบันเหตุใดจึงยังไม่แสดงท่าทีต่อประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน

พร้อมวิจารณ์นายกรัฐมนตรีว่า ในฐานะผู้นำรัฐบาลควรมีบทบาทในการปกป้องหลักนิติรัฐและนิติธรรม ไม่ควรปล่อยให้ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกระบวนการ “ฮั้ว สว.” ผ่านไปโดยไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง

ส่วนความเคลื่อนไหวหลัง กกต.ใกล้ถึงกำหนดพิจารณาชี้ขาดเรื่อง “ฮั้ว สว.” นายรังสิมันต์ระบุว่า ฝ่ายค้านยังคงเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนายพริษฐ์และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้ฝ่ายค้านจะมองว่ารัฐบาลยังให้ความร่วมมือในการคลี่คลายปัญหาไม่เพียงพอ

‘รักชนก’ โต้ “คนไทยกินข้าว ไม่ได้ทานหญ้า” ย้ำให้ประชาชนตัดสินจากข้อมูล

รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวตอบโต้นายกรัฐมนตรีว่า “คนไทยกินข้าว ไม่ได้ทานหญ้า” พร้อมเสนอให้ประชาชนติดตามข้อมูลทั้งหมดและเป็นผู้ตัดสินว่ารัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ “ฮั้ว สว.” หรือไม่

รักชนกตั้งคำถามต่อบทบาทของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจส่งเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกาตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันติดตามและกดดันให้ กกต.ดำเนินการอย่างโปร่งใส เนื่องจากประชาชนไม่สามารถส่งเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกาได้ด้วยตนเอง

พร้อมยกข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะ โดยกล่าวถึงบุคคลทางการเมืองหลายรายที่ฝ่ายค้านหรือภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงกับบุคคลหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับคดี ทั้งกรณี สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย และ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ โดยย้ำว่าประเด็นเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ควรเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ไม่ใช่การตัดสินว่าบุคคลใดมีความผิดแล้ว

รักชนกยังเตือนนายกรัฐมนตรีว่า ไม่ควรออกมารับรองหรือฟันธงแทนบุคคลที่ถูกกล่าวถึง เพราะเรื่องดังกล่าวยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม

‘ทรงศักดิ์’ ยันรู้จักคนการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่เกี่ยวกระบวนการ

ขณะที่ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เป็นหน้าที่ตามปกติของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล และรัฐบาลพร้อมชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง

เมื่อถูกถามว่าหากฝ่ายค้านนำเรื่อง “ฮั้ว สว.” มาอภิปราย จะถือว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือไม่ นายทรงศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลเกิดจากเสียงของ สส. ในการจัดตั้งรัฐบาล และไม่เห็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ สว.ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น การอภิปรายควรมุ่งตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารเป็นหลัก

ส่วนกรณีที่ถูกเชื่อมโยงกับ วิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา จ.หนองคาย ทรงศักดิ์ยอมรับว่ารู้จักบุคคลในแวดวงการเมืองและท้องถิ่นจำนวนมาก เนื่องจากทำงานการเมืองมายาวนาน และเคยดำรงตำแหน่ง สส.มาตั้งแต่ปี 2535

ทรงศักดิ์อธิบายว่า การที่รัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรู้จักหรือถ่ายภาพร่วมกับบุคคลต่างๆ ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสัมพันธ์ในเชิงกระบวนการหรือการกระทำผิด เพราะการลงพื้นที่และพบปะผู้นำท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเพื่อประชาชน

“ผมพยายามสร้างมิตรมากกว่าสร้างอย่างอื่น”

ทรงศักดิ์ยืนยันว่า แม้จะรู้จัก สว.หลายคน รวมถึงบางคนที่เคยเป็นอดีต สส.เหมือนกัน แต่หากเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ยืนยันว่าไม่ทำอย่างแน่นอน

“ฮั้ว สว.” จากคดีสู่ศึกอภิปรายรัฐบาล

ข้อถกเถียงเรื่อง “ฮั้ว สว.” จึงกำลังขยับจากประเด็นทางคดีและกระบวนการตรวจสอบ ไปสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว ฝ่ายรัฐบาลยืนกรานว่าไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. และพร้อมชี้แจงเฉพาะเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบ ขณะที่ฝ่ายค้านยืนยันว่าจะใช้พยานหลักฐานและข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะเป็นฐานในการตรวจสอบ พร้อมตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงของบุคคลในรัฐบาลกับเครือข่ายที่ถูกกล่าวถึง

ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว” แต่คือการพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงและกระบวนการตามกฎหมายว่า กระบวนการได้มาซึ่ง สว.มีการกระทำผิดเกิดขึ้นหรือไม่ ใครมีส่วนเกี่ยวข้อง และกลไกตรวจสอบของรัฐจะสามารถคลี่คลายข้อสงสัยให้สังคมเห็นคำตอบได้ชัดเจนเพียงใด ขณะที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นอีกเวทีสำคัญที่ฝ่ายค้านต้องนำหลักฐานมาวางบนโต๊ะ และรัฐบาลต้องตอบคำถามต่อสภาและประชาชน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์