อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการโยกย้ายผู้ว่าราชการและรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่ฝ่ายค้านมองว่า “เป็นแค่ละครฉากหนึ่ง” อาศัยจังหวะสถานการณ์เพื่อวางคนของ “ระบอบสีน้ำเงิน” โดยนายกฯ ทวนคำถามผู้สื่อข่าวว่า “ละครฉากหนึ่ง” ก่อนระบุว่า “โลกคือละคร ฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร”
เมื่อถามถึงเสียงสะท้อนกรณีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่คนในพื้นที่เสียดาย เพราะได้วางระบบการป้องกันน้ำท่วม แต่เมื่อใกล้จะถึงฤดูน้ำท่วม กลับถูกย้ายนั้น นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง เราไม่ผูกติดกับตัวบุคคล นี่คือการบริหารราชการแผ่นดิน บริหารประเทศ ใครมาใครไป สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือประชาชน และประเทศต้องได้ประโยชน์ เรามีการพิจารณาไตร่ตรองตามลำดับขั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบสนองนโยบาย ปิดชื่อถือพฤติกรรม ใครทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ถ้ายังไม่ผิดกฎหมาย ตัวท่านเองก็ยังทรงสิทธิ์ไว้ในการพิจารณาโยกย้ายไปในตำแหน่งที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม”
ส่วนกรณีที่มีการมองว่าการย้าย ธีระพงศ์ ช่วยชู อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กลับไปจังหวัดบ้านเกิด เป็นการอวยยศมากกว่าการลงโทษนั้น นายกฯ กล่าวว่า “ไปถามดูว่าอวยหรือเปล่า” พร้อมยืนยันว่า “ไม่มี นึกภาพออกไหมครับ”
ย้ำไร้ขัดแย้ง ‘พิพัฒน์’ หลังดึง EEC กลับมาดูเอง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่ดึงอำนาจการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จาก พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กลับมาดูแลเอง
นายกฯ ชี้แจงว่า “เป็นโหมดๆ ไป ตอนนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านพ้นตรงนั้นไปแล้ว ตอนนี้คือการเร่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำเม็ดเงินเข้ามาในประเทศมากที่สุด และใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต โดยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ ยังขาดเพียงเรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะเรามีทางเลือกอีกหลายทางเลือกด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ เพราะมีทั้งสนามบิน ท่าเรือ นอกจากแหลมฉบังก็ยังมีการจะขยายเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการขนส่งทั้งทางบก ทางอากาศ ที่ค่อนข้างจะมีความสมบูรณ์ ที่เชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่”
ตอนนี้ผ่านจากช่วงโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเรื่องของการทำการตลาด ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะ พิพัฒน์ ต้องการจะนำโครงการกลับมาคืนผมทุกวัน และมีการพูดคุยกันตลอด ซึ่งตอนแรกจะมอบให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ดูแล แต่ช่วงนี้ผมเดินทางบ่อย มีการพบกับภาคเอกชนมากมายทั้งในและต่างประเทศ จึงนำกลับมาดูเพื่อที่จะขับเคลื่อนให้เร็วมากขึ้น
ชี้ ‘แก้สัญญาโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน’ ไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อถามย้ำว่า ไม่มีความขัดแย้งกันภายในใช่หรือไม่ นายกฯ ยืนยันว่า “ไม่มีความขัดแย้งภายใน และยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องสัญญาโครงการเชื่อมรถไฟฟ้า 3 สนามบิน อย่านำไปผูกเรื่อง เพราะเป็นคนละเรื่องกัน โครงการเชื่อมรถไฟ 3 สนามบิน เราต้องดูสัญญาและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ถ้าจะไปแก้สัญญา ขอเรียนตรงๆ ว่า แก้ไม่ง่าย ถ้าแก้ได้ อีกหน่อยคนที่ทำสัญญากับภาครัฐ ถ้าประสบปัญหา ประสบเรื่องการส่งมอบพื้นที่ ความล่าช้าของงาน วิกฤตจากสถานการณ์โลก หรือสถานการณ์น้ำมันดิบ จะขอแก้สัญญา รัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาให้ มันทำไม่ได้ อะไรที่กำหนดไว้ในสัญญาก็ต้องปฏิบัติตามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
คำว่าแก้ไขสัญญา ไม่ว่าจะเป็นโครงการรัฐใดๆ ก็ตาม ไม่จบที่คำว่าแก้ไขสัญญา จะต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่มาประมูลแล้วไม่ชนะ ถ้าเขารู้ว่าแก้สัญญาได้ เขาก็จะใส่อีกราคาหนึ่ง ซึ่งมันไม่จบ ฉะนั้นดีที่สุดคือต้องเดินตามสัญญา ว่าทำสัญญาหรือขณะลงนาม รับทราบเงื่อนไขต่างๆ ที่อยู่ในสัญญา




