‘อนุทิน’ เอาจริง! แจ้งความ ‘เพจ Godd Dam–ไอซ์ รักชนก’ ปมสลิปปลอม 7 ล้าน

29 ต.ค. 2569 - 16:20

  • ‘อนุทิน’ ส่งทนายแจ้งความ ‘เพจ Godd Dam–ไอซ์ รักชนก’ ปมเผยแพร่และแชร์สลิปปลอม 7 ล้านบาท อ้างเป็นเงินค่าน้ำชา

  • ตำรวจไซเบอร์ยันมีหลักฐานขอศาลออกหมายจับ ‘ชัยรัตน์’ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

  • เตรียมฝากขังพร้อมคัดค้านประกันตัว ยืนยันดำเนินคดีตามหน้าที่ ไม่เกี่ยวคำสั่งนายกฯ

‘อนุทิน’ เอาจริง! แจ้งความ ‘เพจ Godd Dam–ไอซ์ รักชนก’ ปมสลิปปลอม 7 ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ทนายความส่วนตัวเดินทางไปยังสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ ชัยรัตน์ เรขะวัฒนะ อายุ 26 ปี เจ้าของเพจ Godd Dam และ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

แจ้งความ 2 ข้อหา ปมสลิปปลอม 7 ล้านบาท

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากเพจ Godd Dam เผยแพร่ภาพสลิปโอนเงินปลอมมูลค่า 7 ล้านบาท โดยระบุชื่อผู้รับโอนเป็น อนุทิน พร้อมกล่าวอ้างว่าเป็น “เงินค่าน้ำชา” ขณะที่รักชนกได้แชร์โพสต์ดังกล่าวบนโซเชียลมีเดีย

เบื้องต้น ทนายความแจ้งความในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจไซเบอร์สอบเพิ่ม ผู้ต้องหาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

พล.ต.ต.อรุษ แสงจันทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) ในฐานะโฆษก บช.สอท. เปิดเผยความคืบหน้าการสอบปากคำ ชัยรัตน์ ผู้ต้องหาในคดีเพจ Godd Dam ว่า เมื่อช่วงเช้า เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาจาก สน.ทุ่งสองห้อง มาสอบปากคำเพิ่มเติมที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1)

อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหายังไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติม และให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยตำรวจไซเบอร์มีพยานหลักฐานอยู่ก่อนแล้ว จึงยื่นขออนุมัติศาลออกหมายจับเมื่อวันที่ผ่านมา

สำหรับการตรวจค้นห้องพักของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่พบโทรศัพท์มือถือและบัญชีธนาคาร ซึ่งจะต้องดำเนินการสืบสวนต่อไป ส่วนคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดไว้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ

ปัดข่าว “ทำน้ำหกใส่คอมพิวเตอร์” ยันไม่มีการนำไปซ่อม

กรณีมีกระแสข่าวว่า ชัยรัตน์อ้างทำน้ำหกใส่คอมพิวเตอร์จนต้องนำไปซ่อม พล.ต.ต.อรุษยืนยันว่าไม่มีเรื่องดังกล่าว และไม่มีการนำคอมพิวเตอร์ไปซ่อมแต่อย่างใด

ส่วนกรณีศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเคลื่อนย้ายผู้ต้องหาไปมาจนไม่สามารถติดตามตัวได้นั้น พล.ต.ต.อรุษชี้แจงว่า หลังจากนำตัวผู้ต้องหาไปตรวจค้นบ้านพักเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้พาตัวมาที่ บก.สอท.1 โดยทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเดินทางติดตามมาเช่นกัน แต่ตามมาไม่ทัน จึงอาจเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาไปซ่อน

พล.ต.ต.อรุษยืนยันว่า ตำรวจไม่ได้ซ่อนตัวผู้ต้องหา และดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือ พ.ร.บ.อุ้มหาย โดยสามารถตรวจสอบเส้นทางจากกล้องวงจรปิดได้ พร้อมระบุว่าการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอน และทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ร่วมรับฟังการสอบสวนด้วย

ยืนยันเป็นการดำเนินคดีตามหน้าที่ ไม่เกี่ยวคำสั่งนายกฯ

เมื่อถามถึงข้อสงสัยว่าการดำเนินคดีครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.ต.ต.อรุษยืนยันว่า เป็นการดำเนินคดีตามปกติในคดีลักษณะดังกล่าว ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตำรวจ และไม่ได้เป็นการดำเนินการนอกเหนือกระบวนการปกติ

สำหรับข้อกล่าวหาในเบื้องต้น ผู้ต้องหามี 2 ข้อหา โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม ขณะที่พนักงานสืบสวนสอบสวนมีพยานหลักฐานในระดับที่เพียงพอสำหรับการยื่นขอหมายจับ และศาลได้อนุมัติหมายจับแล้ว

พล.ต.ต.อรุษระบุว่า หากการสอบปากคำแล้วเสร็จในวันนี้ จะดำเนินการนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขัง โดยพนักงานสอบสวนจะคัดค้านการประกันตัว

ตำรวจ สอท.4 เป็นผู้ร้องทุกข์ ธนาคารยังไม่เข้าแจ้งความ

พล.ต.ต.อรุษเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ผู้ร้องทุกข์ในคดีนี้เบื้องต้นเป็นตำรวจจาก บก.สอท.4 ส่วนสถาบันการเงินหรือธนาคารกสิกรไทยยังไม่ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจไซเบอร์ กรณีสลิปโอนเงินปลอมดังกล่าว

เมื่อถามถึงนโยบายการปราบปรามอาชญากรรมที่ตำรวจไซเบอร์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ พล.ต.ต.อรุษระบุว่า ยังคงเน้นปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมายและความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นคดีที่เกิดขึ้นทุกวัน โดยผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ได้เร่งรัดและกำชับการดำเนินงานเป็นประจำ พร้อมยืนยันว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์