อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้ง 3 ปม ซักฟอกรัฐบาลว่า ‘โง่-ห่วย-เลว’ โดยอนุทิน หัวเราะและย้อนถามสื่อมวลชนว่า “เขาพูดแบบนี้เลยเหรอ เขาพูดคำว่าโง่ด้วยหรือ” ก่อนจะย้อนถามผู้สื่อข่าวอีกว่า “เขาพูดถึงตัวรัฐบาลหรือพูดถึงตัวเขาเอง”
เมื่อผู้สื่อข่าว ระบุว่า เป็นสโลแกนที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งไว้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้อนุทินร้อง “โอ๊ย” พร้อมส่ายหน้า ก่อนกล่าวว่า คนเราพูดคำนี้ได้ ก็แสดงว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเป็นมากกว่า เป็น Defense Mechanism หรือ การอ้างเหตุผลเข้าข้างตัวเอง
เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับวาทกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ อนุทิน กล่าวว่า ก็เป็นวาทกรรมของพรรคที่เคยมี 100 กว่าเสียง และเหลืออยู่ 10 กว่าเสียง ที่พูดกับพรรคที่เคยมีอยู่ 10 กว่าเสียง และขึ้นไปเป็นเกือบ 200 เสียง ก็ไม่รู้ว่า “ใครโง่ ใครห่วย ใครเลว”
ด้าน ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า หากจะใช้มาตรฐานตรวจสอบทางการเมืองกับผู้อื่น ก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับตัวเอง โดยมีข้อความที่ต้องการให้สังคมพิจารณา ดังนี้
“พรรคอะไร….?
โง่ - การบริหารเศรษฐกิจช่วงวิกฤตจนเป็นหนี้ IMF 5.1 แสนล้าน และขายหนี้มูลค่า 851,000 แสนล้านไปในราคา 190,000 แสนล้าน ผ่าน ปรส. ประเทศชาติเสียหายอย่างมหันต์เป็นประวัติศาสตร์ จนผู้บริหาร ปรส. ติดคุกจนทุกวันนี้
ห่วย - ตลอด 30 ปีนับจากปี 2539 แพ้เลือกตั้งมาตลอด พรรคไม่เคยกลับมาชนะการเลือกตั้งทั่วไปเป็นอันดับหนึ่งอีก สาละวันเตี้ยลง จากได้เกิน 100 เหลือเพียง 20 เพราะประชาชนหมดความเชื่อถือ
เลว - กรณีอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีปี 2539 ถือเอกสารอยู่แผ่นเดียว อภิปรายถือโชว์แกว่งไปมาในสภา ซึ่งต่อมามีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเท็จของเอกสาร แต่ไม่มีใครเคยรับผิดชอบ
ศุภชัย ทิ้งท้ายว่า ก่อนตรวจสอบผู้อื่น ควรตอบคำถามจากประวัติศาสตร์ของตัวเองให้ชัดเจนเสียก่อน
ขณะที่ เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระดับโลก แต่กลับมีข่าวที่เป็นวาทกรรมทางการเมือง จึงตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแย่งซีนกันเองระหว่างพรรคฝ่ายค้านหรือไม่
ที่ผ่านมา พรรคประชาชนมีมติอภิปรายไม่ไว้วางใจร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมติดังกล่าวก็ดูบันเทิงดี แต่เมื่อมติออกมาแล้ว กระแสกลับดูเหมือนจะส่องไปไม่ถึงพรรคประชาธิปัตย์มากพอ การออกมาพูดเช่นนี้ จึงอาจเป็นเพราะต้องการเรียกกระแส
เอกภพ กล่าวว่า หากจะพูดคุยกันด้วยเหตุและผล เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำหยาบคายหรือกล่าวหาว่าใครโง่ เพราะการวัดความฉลาดในทางการแพทย์ไม่สามารถดูจาก IQ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาทั้ง EQ, MQ และความสามารถด้านอื่นๆ อีกหลายด้าน การตีตราคนอื่นว่าโง่จึงเป็นการกล่าวหาที่ไม่เหมาะสม และควรย้อนมองตัวเองด้วย
ส่วนคำว่า ‘ห่วย’ ก็ไม่แน่ใจว่า ใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด เพราะเมื่อพิจารณาผลงานของพรรคการเมืองที่เป็นผู้กล่าว ก็ต้องถามกลับเช่นกันว่าที่ผ่านมามีผลงานดีหรือห่วย ส่วนคำว่า ‘เลว’ นั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ แต่การกล่าวหาคนอื่นว่าชั่ว โง่ ห่วย หรือเลว ต้องย้อนกลับมาพิจารณาตัวเองด้วย เพราะการชี้นิ้วไปที่คนอื่นหนึ่งนิ้ว ยังมีอีกสี่นิ้วชี้กลับมาที่ตัวเอง
เอกภพ มองว่า เรื่องนี้เป็นสีสันทางการเมือง หรือ ‘บันเทิงธิปไตย’ ที่ฝ่ายค้านกำลังแย่งซีนกันด้วยถ้อยคำรุนแรงและหยาบคาย พร้อมฝากถึงประชาชนว่า หากต้องการเห็นมาตรฐานการเมืองเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะที่ผ่านมา พยายามวางภาพตัวเองเป็นคนดีมาโดยตลอด แต่เมื่อทำตัวเป็นคนดีไม่ได้ กลับกลายเป็นคนหยาบคาย พร้อมท้าทายให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเองว่า ต้องการการเมืองในรูปแบบนี้หรือไม่
ส่วนกรณีที่ตั้งหัวข้ออภิปรายว่ารัฐบาล ‘ห่วย’ เอกภพ ระบุว่า ต้องรอฟังฝ่ายค้านว่าจะหยิบยกเรื่องใดขึ้นมาถาม และรัฐบาลห่วยอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างการจัดการประชุมผู้ว่าการการเงินระดับโลก ซึ่ง กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวชื่นชมว่ารัฐบาลดำเนินการได้ดี
นอกจากนี้ เอกภพ ยังระบุว่า รัฐบาลมีผลงานหลายด้าน ทั้งการปราบปรามสแกมเมอร์และนอมินี ตัวเลข GDP ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการเจรจากับต่างประเทศ โดยย้ำว่ารัฐบาลมองภาพรวมผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งหวังเพียงกระแสข่าวทางการเมืองไปวันๆ




