ควรตั้งกระทรวงบุรีรัมย์ ‘ก่อแก้ว’ เหน็บ ‘ครม.อนุทิน’ แสบ

30 ก.ย. 2568 - 13:59

  • ‘ก่อแก้ว’ ซัด รัฐบาลอนุทิน ครม.นอมินีปราสาทสายฟ้า ตั้งคนใกล้เนวินนั่งเก้าอี้สำคัญ แนะ ท่าจะทำขนาดนี้ก็ตั้ง ‘กระทรวงบุรีรัมย์’ ไปเลย ‘ไชยชนก’ ล่อกลับ ‘เพื่อไทย’ ต้องเป็น ‘รบ.ทักเซน ฮุนษิณ’ หรือไม่

  • แนะ ท่าจะทำขนาดนี้ก็ตั้ง ‘กระทรวงบุรีรัมย์’ ไปเลย

  • ‘ไชยชนก’ ล่อกลับ ‘เพื่อไทย’ ต้องเป็น ‘รบ.ทักเซน ฮุนษิณ’ หรือไม่

ควรตั้งกระทรวงบุรีรัมย์ ‘ก่อแก้ว’ เหน็บ ‘ครม.อนุทิน’ แสบ

ช่วงระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลอนุทิน ‘ก่อแก้ว พิกุลทอง’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะฝ่ายค้าน ได้กล่าวว่า การพิจารณานโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ โดยเฉพาะคำมั่นว่า จะเร่งแก้ปัญหาประเทศจะยึดมั่นในหลักนิติธรรม จะขจัดทุจริต และประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาด และจะยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ขอย้ำคำถามที่บอกว่าจะยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง สิ่งที่แถลงไปนั้นที่ดูสวยงามแต่การกระทำสอดคล้องกันหรือไม่ ซึ่งเราสามารถดูได้จากการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ชุดนี้ บางคนก็ไม่มีความเหมาะสม บางคนก็ไม่มีความสามารถ บางคนก็ไม่มีศักยภาพและไม่มีความขาวสะอาด บางคนก็เป็นนอมินีของผู้มีอำนาจตัวจริงในพรรคภูมิใจไทย  

 โดยยกตัวอย่างคนที่หนึ่ง อย่างการแต่งตั้ง ‘โสภณ ซารัมย์’ รองนายกรัฐมนตรี  ที่จริงตนลืมชื่อนี้ไปนานแล้ว แต่พอมีชื่อเอ่ยขึ้นมาก็นึกได้ว่า ‘โสภณ’ เป็นคนสนิทของครูใหญ่ ‘เนวิน ชิดชอบ’ และกระตุกข้อมูลข่าวสารในอดีตที่ตนคุ้นหู ซึ่งตอนสมัยปี 2554 มีข่าวคึกโครม ใหญ่โต ชวนตะลึง เกิดเหตุปล้นบ้านปลัดกระทรวงคมนาคม โจรได้เงินสดไปกว่า 200 ล้าน ภายหลังที่ถูกจับได้ก็บอกตำรวจว่าบ้านหลังนั้นมีเงินสดมากกว่า 500 ล้าน แต่เอามาไม่ไหว และมีคำถามที่ถูกตั้งตามมาว่า ทำไมบ้านปลัดกระทรวงคมนาคมถึงมีเงินสดมากมายขนาดนั้น แล้วถ้าหากเป็นบ้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะมีเงินสดมากขนาดไหน เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีการดำเนินการเรื่องนี้ต่อ  

คนที่สอง ‘พลตำรวจตรีรุทธพล เนาวรัตน์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ทุกคนทราบดีว่า ทำงานใกล้ชิดกับครูใหญ่เนวินเช่นกัน ซึ่งการแต่งตั้งพลตำรวจตรีรุทธพล ถือเป็นการแต่งตั้งแบบหวังผล ตามหลักเกณฑ์แล้ว เวลาพรรคไหนได้โควต้ากระทรวงนี้ จะให้แกนนำสำคัญของพรรคมาเป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวง ซึ่งพรรคภูมิใจไทย มีบุคลากรที่มีคุณภาพมากมายไม่ว่าจะเป็น ‘ทรงศักดิ์ ทองศรี' รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ‘นภินทร ศรีสรรพางค์' รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  ‘สรอรรถ กลิ่นประทุม-ศุภชัย ใจสมุทร’ หรือแม้กระทั่ง ‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก ซึ่งคนเหล่านี้ทุ่มเทการทำงานให้กับพรรคมาอย่างยาวนาน แต่พรรคกลับไม่เอา เลือกที่จะเอาคนนอกที่ไม่มีความผูกพันในการสร้างผลงาน สร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคมาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งคิดได้มุมเดียว  

แสดงว่าท่านมีภารกิจพิเศษได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบางเรื่องบางอย่าง ขอทำนายว่า ในยุคท่านที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคดีฟอกเงิน หรือซ่องโจรที่เกี่ยวพันกับคดีฮั้วสว. คดีนี้จะถูกสั่งให้เดินหน้าอย่างเต็มที่ และจะจบลงในยุคท่านด้วยการหาหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ตำรวจเมืองไทยมักจะใช้กัน เวลาที่นายสั่ง ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าสำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหาคดีทั้งหลาย  

ส่วนที่สามกรณีการแต่งตั้ง ‘ไชยชนก ชิดชอบ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มองว่ากระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่สำคัญ การปราบปรามข่าวปลอมหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และฉ้อโกงทางออนไลน์ ซึ่งตรงนี้ประเทศเราค่อนข้างมีปัญหา เราต้องการรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ทันทีทันใด ไม่ใช่มาศึกษางาน โดยสมัยยุค ‘แพทองธาร ชินวัตร’ เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์หายไป แต่พอถูกถอดถอนคอลเซ็นเตอร์กลับมาอีกแล้ว จึงอยากให้แต่รัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ รีบจัดการเพราะเป็นปัญหาพี่น้องประชาชน 

ที่ยกตัวอย่างมาก็เห็นได้ว่าการแต่งตั้งแบบระบอบอุปถัมภ์ที่ไร้ความชอบธรรม ไม่ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง  

“ถ้าตั้งครม.กันแบบนี้ ผมแนะนำให้รัฐบาลตั้งกระทรวงบุรีรัมย์ขึ้นมาเลยดีกว่าครับ จะได้เป็นกระทรวงส่วนตัว เวลาผู้ยิ่งใหญ่บุรีรัมย์ จะแต่งตั้งใครก็จะได้แต่งตั้งได้เต็มที่ตัวท่านนายกเองก็เหมือนกันเป็นเสี่ยใหญ่ในกรุงเทพ แต่ย้ายทะเบียนบ้านไปบุรีรัมย์น่าจะย้ายทำเนียบไปบุรีรัมย์เลยดีไหม เอาที่เขากระโดงอะครับเอาให้ชัดๆไปเลย เสี่ยเนหนูเสี่ยจะได้อยู่ด้วยกัน อยู่คู่กันไป”

ก่อแก้ว กล่าว 

ขณะที่ ‘ไชยชนก’ ชี้แจงน้อมรับว่าไม่มีประสบการณ์ แต่ไม่ว่าจะทำหน้าที่ไหน ทำอย่างเต็มกำลังเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ส่วนตัวก้าวมาในอุตสหากรรมฟุตบอล ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ยกระดับอุตสาหกรรมฟุตบอลให้เป็นอยู่ทุกวันนี้ เมื่อก้าวสู่อุตสาหกรรมอีสปอร์ต ส่วนตัวไม่มีประสบการณ์ แต่พาเด็กไทยไปแชมป์โลก ในเวลา 3 ปี วันที่ก้าวสู่วงการการเมือง ไม่มีประสบการณ์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยประเทศไทยให้พ้นจากภัยความมั่นคงสำคัญ คือเอาพวกท่านออกจากการบริหารสูงสุดประเทศ 

“แม้ผมน้อมรับว่าไม่มีประสบการณ์เป็นฝ่ายบริหาร แต่สัญญาว่าจะทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ และผมยอมรับว่าเริ่มตั้งแต่เข้ามา ยังไม่ได้แถลงนโยบาย มีเรื่องหลายเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกสงสัยในระบบประเพณีปฏิบัติของฝ่ายบริหาร ที่ท่านพูดถึงเรื่องปราบคอลเซ็นเตอร์ อย่างมีความตั้งใจ ผมยังไม่เข้ารับตำแหน่ง มีคนติดต่อหาผม ผ่านสมาชิกที่รู้จักผม เสนอมอบเงินให้ผมเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้จับเรื่องคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็ปไซต์ทำให้สงสัยว่าประเพณีปฏิบัติของ รมว.ดีอีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แต่ผมปฏิเสธไปแล้ว นอกจากนั้นมีหลายเรื่องที่อยากศึกษา เพราะมีความเอ๊ะ แม้ผมไม่มีประสบการณ์แต่จะทำงานตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญทุกประการภายใน4เดือน”

ไชยชนก ชี้แจง 

ทำให้ ‘ก่อแก้ว’  อภิปรายต่อว่า เมื่อพูดมาแบบนั้น ขอความกรุณาให้กระชากหน้ากากมาให้สังคมรู้และจับกุมด้วยซึ่งนายไชยชนก ชี้แจงว่า จะพยายาม แต่พูดแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้รับความร่วมมือหรือไม่ แต่จะพยายาม น้อมรับความเห็นที่ระบุว่า ‘รัฐบาลเนทิน’ ไม่แน่ใจ เพราะเป็นรัฐบาลน้องใหม่ ต้องเป็นรัฐบาล ‘ทักเซน’ หรือ ‘ฮุนษิณ’ หรือไม่ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์