จาก ‘เพื่อน’ สู่ ‘ลูกน้อง’ ? ฉากทัศน์ ‘เสี่ยหนู - ผู้กอง’ บนกระดานต่อรอง ใครกลืนใคร

21 ต.ค. 2569 - 17:42

  • รวมพรรคหรือรวมอำนาจ? เมื่อ ‘หุ้นส่วน’ อาจกลายเป็น ‘ลูกน้อง

  • ตัวเลขใหญ่ขึ้น แต่อำนาจอาจเปราะบาง 

  • จาก ‘ระบบอุปถัมภ์' สู่ ‘เกมอำนาจ’ ใครจะควบคุมใคร ? 

จาก ‘เพื่อน’ สู่ ‘ลูกน้อง’ ? ฉากทัศน์ ‘เสี่ยหนู - ผู้กอง’ บนกระดานต่อรอง ใครกลืนใคร

จากคำว่า ‘เพื่อน’ ที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ยืนยันว่า ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า’ เป็นมิตรสหายตั้งแต่เข้าสู่สนามการเมือง การรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เมื่อภาพของทั้งคู่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการควบรวม ‘พรรคภูมิใจไทย’ กับ ‘พรรคกล้าธรรม’ ความสัมพันธ์ที่มีมาก่อนหน้านี้ก็ถูกจับตามองในมุมการเมืองมากขึ้น 

ในมุมหนึ่ง ‘การจับมือกัน’ อาจเพิ่มกำลังทางการเมืองให้กับ ‘ปีกอนุรักษ์นิยม’ แต่ในอีกมุม การควบรวมอาจเปลี่ยนสถานะของ ‘ผู้กอง’ จากพวกพ้องที่เปรียบดั่ง ‘หุ้นส่วน’ ที่มีพรรคและฐาน สส. ของตัวเอง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ ‘ภูมิใจไทย’ มีอำนาจนำ แล้วความเป็นเพื่อนจะยังคงอยู่ในรูปแบบเดิมได้หรือไม่  

ฉากทัศน์ผ่านเกมอำนาจที่มากกว่าตัวเลข สส. และการรวมพรรคที่อาจไม่ได้ทำให้ทุกฝ่ายมีอำนาจเพิ่มขึ้นเท่ากัน การรักษาความอิสระอาจมีความหมายมากกว่าการเข้าไปอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน  

ดังนั้นแนวคิดจาก ‘เพื่อน’ สู่ ‘ลูกน้อง’ และเส้นทางที่ทั้งคู่ (อาจ) เลือกบนกระดานต่อรองครั้งนี้ ใครจะเป็นฝ่ายกลืนใคร ? 

รวมพรรคหรือรวมอำนาจ?
เมื่อ ‘หุ้นส่วน’ อาจกลายเป็น ‘ลูกน้อง’ 

‘รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว’ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มองประเด็นนี้ผ่านสองมิติ ทั้งในทางนิติศาสตร์และทางรัฐศาสตร์ โดยในมิติทางกฎหมาย ต้องพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง รวมถึงข้อบังคับของพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ว่าการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวสามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขใด 

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าในมุมมองทางรัฐศาสตร์ คือผลของการรวมพรรคต่อความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่าง ‘บุคคล’ และ ‘กลุ่มการเมือง’ เพราะการเปลี่ยนจากการเป็นพันธมิตรที่แยกพรรคกันอยู่ ไปสู่การอยู่ภายใต้โครงสร้างพรรคเดียวกัน ย่อมเปลี่ยนเงื่อนไขในการต่อรองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

หากพิจารณาจากตัวเลข ‘ภูมิใจไทย’ มี สส. มากกว่า 90 คน ขณะที่กล้าธรรมมีอยู่ราว 50 คน หากทั้งสองพรรคตัดสินใจรวมกัน พรรคภูมิใจไทยย่อมมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีแนวโน้มเป็นฝ่ายถืออำนาจนำภายในพรรค ส่วน ‘กล้าธรรม’ อาจกลายเป็นกลุ่มการเมืองขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งที่อยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน 

สำหรับ ‘โอฬาร’ ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวน สส. แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะของ ‘ธรรมนัส’ จากผู้เล่นที่มีอำนาจต่อรอง ในฐานะหัวหน้าพรรคหรือแกนนำพรรคอิสระ ไปสู่ผู้เล่นที่ต้องทำงานอยู่ในโครงสร้างการบริหารและการตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทย 

“ถ้าไม่รวมกัน จะกลายเป็นหุ้นส่วน แต่ถ้ารวมปั๊บ จะกลายเป็นเบ๊” 

นี่คือใจความสำคัญที่ ‘โอฬาร’ ต้องการชี้ให้เห็น เพราะเมื่อพรรคยังแยกกันอยู่ ‘ธรรมนัส’ สามารถใช้จำนวน สส. และสถานะของกล้าธรรมเป็นฐานในการเจรจาต่อรองกับพรรคอื่นได้ แต่หากเข้าไปอยู่ใต้ชายคาภูมิใจไทย อำนาจต่อรองดังกล่าวอาจไม่ได้อยู่ในมืออย่างที่เคยเป็น 

ความสัมพันธ์ที่ ‘อนุทิน’ อาจอธิบายได้ว่าเป็น ‘เพื่อน’ เป็น ‘พวกพ้อง’ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ‘หุ้นส่วน’ จึงต้องแยกออกจากความสัมพันธ์ภายในโครงสร้างพรรค เพราะการเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองระหว่างพรรคที่ยังเป็นอิสระจากกัน แตกต่างจากการเป็นสมาชิกหรือกลุ่มการเมืองภายในพรรคเดียวกัน 

ในสถานการณ์แรก แต่ละฝ่ายยังมีพื้นที่กำหนดท่าทีของตัวเอง และสามารถใช้การสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนในสภาเป็นส่วนหนึ่งของการต่อรองได้ แต่ในสถานการณ์หลัง การตัดสินใจต้องสัมพันธ์กับโครงสร้างและอำนาจภายในพรรค ซึ่งอาจทำให้ธรรมนัสมีพื้นที่กำหนดทิศทางทางการเมืองของตัวเองน้อยลง 

กล่าวอีกอย่างคือ การรวมพรรคอาจเพิ่มกำลังให้ภูมิใจไทยในเชิงตัวเลข แต่ไม่ได้หมายความว่าธรรมนัสจะมีอำนาจมากขึ้นตามไปด้วย เพราะสิ่งที่เขาอาจต้องแลกคือสถานะของการเป็นผู้เล่นอิสระที่สามารถเลือกได้ว่าจะร่วมมือกับใครและต่อรองอย่างไร 

‘ธรรมนัส’ ไม่จำเป็นต้องยกอำนาจให้ภูมิใจไทย ?

กรณีที่ 'ธรรมนัส' ยังมีฐานทางการเมืองของตัวเอง เหตุใดจึงต้องรีบรวมพรรคกับภูมิใจไทยนั้น ‘โอฬาร’ มองว่า แม้จะเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อโจมตีทางการเมืองจากฝ่ายต่างๆ แต่ผลการเลือกตั้งและความสามารถในการรักษาฐานสนับสนุนสะท้อนว่า เขายังมีพื้นที่ทางการเมืองของตัวเองอยู่ไม่น้อย และยังสามารถดึงดูดประชาชนบางกลุ่มและนักการเมืองบางกลุ่มได้ การที่พรรคกล้าธรรมมี สส. อยู่ในระดับหนึ่งจึงเป็นทรัพยากรทางการเมืองที่สามารถนำไปใช้ต่อรองได้ โดยไม่จำเป็นต้องยกทรัพยากรนั้นเข้าไปอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทยทั้งหมด 

“เขาขายได้สำหรับประชาชนกลุ่มหนึ่ง เขาขายได้กับนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง เขาไม่มีความจำเป็นใดเลยที่จะเอาสิ่งที่เขาประสบความสำเร็จไปแลก หรือยกถวายให้กับพรรคภูมิใจไทย” 

ข้อสังเกตนี้ทำให้การตัดสินใจของธรรมนัสไม่ได้มีเพียงทางเลือกว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่ยังมีทางเลือกในการรักษาพรรคกล้าธรรมไว้เป็นฐานอำนาจของตัวเอง เพื่อใช้เจรจาต่อรองในประเด็นสำคัญทางการเมือง 

หากยังคงเป็นพรรคอิสระ ‘ผู้กอง’ ก็สามารถต่อรองกับพรรคที่ต้องการเสียงสนับสนุนได้ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมรัฐบาล การลงมติในสภา หรือการจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง โดยตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นหนึ่งในตัวอย่างของสิ่งที่อาจถูกนำมาอยู่บนโต๊ะเจรจา 

ในทางกลับกัน หากรวมพรรคไปแล้ว การต่อรองในลักษณะดังกล่าวอาจเปลี่ยนจากการเจรจาระหว่างพรรค มาเป็นการเจรจาภายในพรรค ซึ่งมีโครงสร้างอำนาจและผู้มีบทบาทตัดสินใจแตกต่างออกไป ในมุมมองของนักรัฐศาสตร์ประเด็นนี้สำคัญ เพราะอำนาจต่อรองของพรรคขนาดกลางไม่ได้อยู่ที่จำนวน สส. เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการตัดสินใจว่าจะสนับสนุนฝ่ายใด ในเงื่อนไขใด และจะรักษาทางเลือกอื่นไว้ได้มากน้อยแค่ไหน 

เมื่อกล้าธรรมยังเป็นพรรคแยก ธรรมนัสย่อมมีโอกาสรักษาทางเลือกทางการเมืองได้หลายทางกว่า แม้การดำเนินแนวทางนี้จะไม่ได้รับประกันว่าจะได้ผลประโยชน์ตามที่ต้องการทุกครั้งก็ตาม โดยการรักษาพรรคไว้จึงอาจเป็นการรักษาอำนาจต่อรอง มากกว่าการยอมเข้าไปรวมกับพรรคที่มีขนาดใหญ่กว่า และต้องยอมรับสถานะใหม่ภายในโครงสร้างที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้กำหนดทิศทางหลัก 

จาก ‘ระบบอุปถัมภ์' สู่ ‘เกมอำนาจ’ ใครจะควบคุมใคร ? 

อีกประเด็นที่ 'โอฬาร' หยิบมาวิเคราะห์ คือเส้นทางทางการเมืองของธรรมนัส ที่เติบโตขึ้นมาภายใต้กลไกอุปถัมภ์ทางการเมือง แต่ในบางจังหวะก็พร้อมเปลี่ยนทิศทางเมื่อเงื่อนไขและผลประโยชน์ทางการเมืองเปลี่ยนไป 

โดยเฉพาะ ระบบอุปถัมภ์เป็นความสัมพันธ์เชิงลำดับชั้น ผู้ให้การอุปถัมภ์มีบทบาทในการสนับสนุนความก้าวหน้าและให้ความคุ้มครอง ส่วนผู้ได้รับการอุปถัมภ์ก็มีความคาดหวังว่าจะรักษาความสัมพันธ์และตอบแทนผู้ที่ให้การสนับสนุน 

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ทางการเมืองของธรรมนัสในอดีตแสดงให้เห็นว่า การอยู่ภายใต้เครือข่ายอุปถัมภ์ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ตลอดไป หากสถานการณ์เปลี่ยนและผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกัน 

โอฬารยกความสัมพันธ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ ‘ทักษิณ ชินวัตร - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ มาเป็นตัวอย่างประกอบข้อวิเคราะห์ โดยมองว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นเหตุให้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า หากภูมิใจไทยเปิดพื้นที่ให้ธรรมนัสและกลุ่ม สส. กล้าธรรมเข้ามาอยู่ในพรรคแล้ว จะสามารถบริหารความสัมพันธ์และควบคุมทิศทางของกลุ่มการเมืองดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด 

ในมุมมองนี้ ความเสี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับธรรมนัสที่อาจสูญเสียอำนาจต่อรอง แต่ยังอาจเกิดกับภูมิใจไทยในระยะยาวด้วย หากกลุ่มการเมืองที่เข้ามาใหม่ยังคงมีฐานอำนาจและความสามารถในการสะสมอิทธิพลเพิ่มขึ้นภายในพรรค 

โอฬารมองว่า การนำ สส. กล้าธรรมเข้ามารวมราว 50 คนเป็นจำนวนที่มาก และอาจสร้างความท้าทายในการบริหารความสัมพันธ์ภายในพรรค โดยเฉพาะหากธรรมนัสยังคงมีอิสระในการกำหนดท่าทีและสามารถสร้างฐานสนับสนุนของตัวเองเพิ่มขึ้นได้ 

“เยอะเกินไปที่จะเอาเข้ามา” คือข้อกังวลที่อาจารย์โอฬารสะท้อนออกมา เมื่อพิจารณาว่าการรวมครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มจำนวน สส. แต่ยังเป็นการนำกลุ่มการเมืองที่มีแกนนำและฐานอำนาจของตัวเองเข้ามาอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน 

ในระยะสั้น ภูมิใจไทยอาจได้ประโยชน์จากจำนวน สส. ที่เพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาว ความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำเดิมกับกลุ่มที่เข้ามาใหม่อาจกลายเป็นโจทย์สำคัญ หากทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายหรือวิธีการทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกัน จึงเกิดคำถามกลับไปยังภูมิใจไทยว่า การรวมกล้าธรรมเข้ามาจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของพรรคได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ หรืออาจเป็นการนำความท้าทายชุดใหม่เข้ามาไว้ภายในพรรคเสียเอง 

ตัวเลขใหญ่ขึ้น แต่อำนาจอาจเปราะบาง 

หากมองในภาพใหญ่ การรวมกล้าธรรมกับภูมิใจไทยอาจทำให้กลุ่มการเมืองที่มีแนวทาง ‘อนุรักษ์นิยม’ มีจำนวน สส. เพิ่มขึ้น และอาจทำให้การประสานงานทางการเมืองในบางประเด็นทำได้ง่ายขึ้น แต่โอฬารเตือนว่า ความเข้มแข็งในเชิงปริมาณไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ความเข้มแข็งในทุกมิติ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองดังกล่าว ทั้งตัวของ ‘ธรรมนัส’ เอง ‘เนวิน ชิดชอบ’ และ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ เมื่อนำมารวมกัน อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อการยอมรับของประชาชนทุกกลุ่ม และอาจทำให้ผู้เลือกตั้งบางส่วนตัดสินใจสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามหรือพรรคเพื่อไทยได้เช่นกัน 

“การรวมพรรคอาจทำให้เข้มแข็งขึ้นในเชิงปริมาณ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้มแข็งขึ้นในทุกมิติ เพราะยิ่งรวมอำนาจมากเท่าไร ก็อาจยิ่งมีความอ่อนไหวและเปราะบางมากขึ้นเท่านั้น”   

ดังนั้น การเพิ่มจำนวน สส. เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการแข่งขันทางการเมือง เพราะการรักษาความสนับสนุนจากประชาชนยังขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และการประเมินของผู้เลือกตั้งที่มีต่อแกนนำและพรรคการเมือง 

หากการรวมพรรคทำให้จำนวน สส. เพิ่มขึ้นจริง แต่กลับทำให้ผู้เลือกตั้งบางส่วนไม่ต้องการสนับสนุนกลุ่มการเมืองดังกล่าว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็อาจไม่ได้เป็นไปตามที่ผู้ผลักดันการรวมพรรคคาดหวัง 

นอกจากนี้ การรวมพรรคยังต้องเผชิญกับโจทย์เรื่องการจัดสรรอำนาจภายใน เมื่อพรรคที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็นผู้ถืออำนาจนำ ขณะที่อีกฝ่ายต้องปรับตัวเข้ากับโครงสร้างใหม่ ความขัดแย้งที่เคยจัดการได้ผ่านการเจรจาระหว่างพรรคอิสระ อาจเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งภายในพรรคเดียวกัน การรวมกันจึงอาจเพิ่มพลังในเชิงตัวเลข แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเพิ่มความเป็นเอกภาพ หรือทำให้ทุกฝ่ายมีอำนาจต่อรองมากขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน 

เมื่อประเมินจากเงื่อนไขดังกล่าว โอฬารคาดการณ์ส่วนตัวว่า ธรรมนัสอาจไม่ได้เลือกเส้นทางการควบรวมพรรค แต่เลือกประคับประคองกล้าธรรมให้เป็นพรรคอิสระต่อไป เพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองและอำนาจต่อรองของตัวเอง ซึ่งอาจปรับเป้าหมายจำนวน สส. ลงมาอยู่ในระดับประมาณ 30 คน แทนการมุ่งรักษาจำนวนให้สูงที่สุด เพราะแม้จะมี สส. น้อยลง แต่หากจำนวนดังกล่าวยังมีความสำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาล พรรคกล้าธรรมก็ยังอาจรักษาบทบาทในการต่อรองตำแหน่งและนโยบายได้ 

โอฬารยังคาดการณ์ว่า ในสถานการณ์เช่นนั้น ธรรมนัสอาจมีโอกาสต่อรองตำแหน่ง ‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย’ ในการจัดตั้งรัฐบาลได้ 

บทสรุป : จาก ‘เพื่อน’ สู่ ‘ลูกน้อง’ บนกระดานต่อรอง ใครกลืนใคร? 

จากปรากฏการณ์ของ ‘อนุทิน - ธรรมนัส’ บนกระดานการเมือง การเป็น ‘เพื่อน’ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรวมพรรค และการรวมพรรคก็ไม่ได้หมายความว่าอำนาจจะถูกแบ่งกันอย่างเท่าเทียม แต่หากวันหนึ่งความสัมพันธ์ทางการเมืองขยับจากการเป็น ‘มิตรสหาย’ และ ‘หุ้นส่วน’ ไปสู่การอยู่ใต้โครงสร้างพรรคเดียวกัน ทั้งคู่จะรักษาสมดุลระหว่างมิตรภาพกับอำนาจต่อรองได้อย่างไร 

เพราะในวันที่ ‘พวกพ้อง’ ที่ต้องมานั่งอยู่บนกระดานอำนาจเดียวกัน สิ่งที่ชี้ขาดอาจไม่ใช่ความสนิทสนมในอดีต แต่เป็นว่าใครยังมีพื้นที่กำหนดทางเลือกของตัวเอง และใครต้องยอมปรับบทบาทตามโครงสร้างที่เปลี่ยนไป  

จาก ‘เพื่อน’ สู่ ‘ลูกน้อง’ จึงอาจไม่ใช่ข้อสรุปว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนไปแล้ว หากเป็นฉากทัศน์ที่ชวนตั้งคำถามว่า เมื่อการเมืองบังคับให้ต้องเลือกระหว่างการรวมกำลังกับการรักษาอิสระ สุดท้ายแล้วบนกระดานต่อรองนี้ ใครจะกลืนใคร? 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์